ในสมัยที่โรงเรียนอาชีวศึกษายังเปิดสอนหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูง ซึ่งเทียบได้กับหลักสูตร ปวช. ในสมัยนี้ โดยหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูงในสมัยนั้น ได้กำหนดให้นักเรียนช่างชั้นปีที่๑ ต้องเรียนรู้วิชาช่างทั้งหมด ๘ ช่าง คือช่างตีเหล็ก ช่างตะไบ ช่างโลหะแผ่นและบัดกรี ช่างเชื่อมโลหะ ช่างกลึง ช่างเครื่องยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุ-โทรคมนาคม สำหรับนักเรียนช่างในชั้นปีที่๒ จะเหลือวิชาที่จะต้องเรียนรู้เพียง 3 ช่าง คือช่างเครื่องยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุ-โทรคมนาคม และในชั้นปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูง จะต้องเลือกเรียนเฉพาะช่างที่ต้องการนำไปประกอบอาชีพเพียงช่างเดียวเท่านั้น
![]() |
ช่างเชื่อมโลหะ |
การเรียนวิชาช่างทั้ง ๘ ช่าง จะทำให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานในการก้าวสู่ช่างมืออาชีพที่เน้นการใช้ทักษะในการทำงาน ซึ่งในบรรดา ๘ ช่างนี้ ช่างตีเหล็กถือได้ว่าเป็นช่างโบราณที่มีประสิทธิภาพในการฝึกฝนพื้นฐานของผู้ที่จะมาเป็นช่างได้มากที่สุด เพราะหากผู้ใดได้ผ่านการฝึกฝนการตีเหล็กก็เท่ากับผู้นั้นได้ฝึกทั้งร่างกาย จิตใจ และทักษะ ไปพร้อมๆกัน แต่น่าเสียดายที่วิชาช่างตีเหล็กได้ถูกยกเลิกการสอน ในสถาบันอาชีวศึกษาไปเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว
![]() |
ช่างตีเหล็ก |
ในสมัยที่ผมเป็นนักเรียนช่าง และได้มีโอกาสเรียนรู้วิชาช่างตีเหล็ก ครูช่างตีเหล็กที่เคยสอนผมในสมัยนั้น ชื่อ "ครูแสวง" ซึ่งท่านมีรูปร่างสูงเพียว ผิวดำ ท่าทางเข้มแข็งทะมัดทะเมง เสียงดัง ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญการตีเหล็กจากกรมอู่ทหารเรือ ในขณะที่นักเรียนปฏิบัติการตีเหล็ก ทุกคนจะได้ยินเสียงของ "ครูแสวง" สอนสั่งวิธีการตีเหล็กที่ถูกต้อง และว่ากล่าวผู้ที่ปฏิบัติไม่ถูกวิธีอยู่ตลอดเวลาด้วยน้ำเสียงอันดังของท่าน ก่อนการเรียนรู้และการฝีกฝนการตีเหล็ก "ครูแสวง" จะให้นักเรียนทุกคนไหว้ครูตีเหล็กด้วยพิธีการยกมือไหว้ทั่งพะเนิน ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่นเหล็กขนาดใหญ่ แล้วใช้ฆ้อนขนาด ๘ ปอนด์ ซึ่งมีหัวใหญ่ด้ามยาว ตีลงไปบนทั่งพะเนินจนครบ ๙ ครั้ง เมื่อครบทุกคนจึงจะเริ่มทำการสอนวิชาช่างตีเหล็ก
![]() |
ฆ้อน ๘ ปอนด์ |
![]() |
ทั่งตีเหล็ก |
การเรียนช่างตีเหล็กนั้น นักเรียนทุกคนจะต้องเรียนรู้วิธีติดเตาเผาเหล็ก วิธีใช้คีมคีบชิ้นงาน วิธีดูสีของเหล็กที่ถูกเผาให้ร้อนแดง วิธีตีเหล็กด้วยฆ้อนชนิดต่างๆ วิธีตีเหล็กเพื่อขึ้นรูป วิธีชุบแข็ง และวิธีแต่งชิ้นงานด้วยตะไบ ซึ่งขั้นตอนการฝึกฝนเหล่านี้ เท่ากับการหล่อหลอมให้นักเรียนช่างทุกคน มีความอดทน เข้มแข็ง รู้จักใช้จังหวะเวลา เพราะในขณะปฏิบัติงาน นักเรียนทุกคนจะต้องทนต่อความร้อนของอากาศและเปลวไฟ กลิ่นการเผาไหม้ ควัน และเสียงที่ดังรบกวนอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในแต่ละวันนักเรียนทุกคนต่างหมดแรงปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่มีแรงจะไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับใครได้อีก
![]() |
ลักษณะการตีเหล็กหลังจากการเผาเหล็กจนร้อนแดง |
"ครูแสวง" ที่ผมรู้จักนั้นมีท่าทางเป็นที่น่าเกรงขามของนักเรียนช่างทุกคน แต่ก็เฉพาะในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติงานเท่านั้น แต่หากอยู่นอกห้องเรียนและมิใช่เวลาสอนท่านจะเปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นคนสุภาพอ่อนน้อม "ครูแสวง" จะรับไหว้นักเรียนทุกคนที่ไหว้ท่านด้วยหน้าตายิ้มแย้ม และทักทายด้วยไมตรี นักเรียนช่างในสมัยก่อน มักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันจนเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่มีการลอบทำร้ายหรือใช้เครื่องทุ่นแรง หรือมีการรุมทำร้ายกันเหมือนในปัจจุบัน หากไม่พอใจใครก็ท้าชกต่อยกันหลังโรงเรียนบ้าง ในห้องเรียนบ้าง เมื่อรู้แพ้รู้ชนะก็เลิกรากันไป ไม่มีการอาฆาตแค้นเคืองกัน บางคนกลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันก็มี มีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่ง ที่ลูกศิษย์ของ "ครูแสวง" คนหนึ่งไม่พอใจ ที่ถูกดุด่าว่ากล่าวในขณะทำการสอน จึงท้าชกต่อยกับท่าน ท่านก็ไม่ถือสาและรับคำท้านั้นโดยสั่งให้นักเรียนคนหนึ่ง ปิดห้องและให้เ้ฝ้าอยู่หน้าห้องเรียน และสั่งให้ทุกคนปิดเป็นความลับ หลังจากการชกต่อยในครั้งนั้น"ครูแสวง" หน้าตาปูดบวมโรงเรียนทราบข่าวจะไล่นักเรียนผู้นั้นออก แต่"ครูแสวง" ได้ห้ามไว้ และบอกว่าหากไล่นักเรียนผู้นั้นออก "ครูแสวง" ก็จะลาออกทันที เนื่องจากท่านก็เป็นต้นเหตุในการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้ด้วย นักเรียนผู้นั้นจึงไม่ถูกไล่ออก และเข้ามากราบเท้า "ครูแสวง" เพื่อขอขมากรรม นี่คือลักษณะของครูช่างที่แท้จริงของโรงเรียนช่างในยุคก่อน ทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังระลึกถึงพระคุณของท่าน ที่ได้สอนสั่งให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้วิชาช่างตีเหล็ก และรู้ซึ้งถึงการเป็นครูช่างที่แท้จริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น