พานิชพล มงคลเจริญ

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ภารกิจที่ยากและสำคัญที่สุดก็คือการธำรงรักษาเพื่อการคงอยู่

ความฝันของมนุษย์คือการได้เป็นอมตะ ที่จะคงสภาพชีวิตให้คงอยู่ตลอดไปโดยไม่มีวันตาย  ถึงแม้มนุษย์จะเพียรพยายามสักปานใด  สุดท้ายก็ไม่สามารถเอาชนะจุดจบของชืวิตลงได้    ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุุทธองค์  ที่ว่า "ทุกสรรพสิ่ง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไป" ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์  ถ าวรวัตถุใดๆ  หรือแม้แต่องค์กรต่างๆ  ก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้  ซึ่งการจะสร้างสิ่งใดให้เกิดไม่ใช่เรื่องยาก การทำให้ตายหรือการทำลายให้สูญสิ้นก็ยิ่งไม่ยาก  แต่ภารกิจแห่งการธำรงรักษาให้ชีวิตหรือสิ่งใดๆคงอยู่ยืนยาวตลอดไปนี่ซิยากเรื่องยาก

ในศาสนาฮินดูมีมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ 3 พระองค์  คือพระพรหมมหาเทพผู้สร้าง  พระอืศวรหรือพระศิวะมหาเทพผู้ทำลายล้าง  และพระนารายณ์หรือพระวิษณุ  มหาเทพผู้ธำรงรักษา
  • "พระพรหม"   มหาเทพผู้สร้างโลก และทุกสรรพสิ่ง
พระพรหม"  มหาเทพผู้สร้าง ทรงมีกำเนิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งใดๆปรากฎขึ้นมาก่อน    (ตามตำราปุราณะของพราหมณ์ฝ่ายพระพรหม)  ทรงกำเนิดจากดอกบัวที่ผุดจากพระนาภี (สะดือ) ของพระวิษณุ  (ตามตำรา ปุราณะของพราหมณ์ฝ่ายไวษณพนิกาย)  ทรงกำเนิดจากพระศิวะใช้พระหัตถ์ลูบพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งจนบังเกิดเป็นแสงพระพรหมจึงได้อุบัติขึ้นมาจากแสงนี้  (ตามตำราปุราณะของพราหมณ์ฝ่ายไศวะนิกาย) พระพรหมทรงโปรดความสงบ ไม่ทรงโปรดความวุ่นวาย  มีพระทัยอ่อนโยน ทรงรักและทรงเฝ้าดูทุกสรรพสิ่งที่พระองค์สร้่างขึ้น ด้วยความเมตตา  และทรงอำนวยอวยพรแก่ผู้กระทำความดี  ทรงสร้างเทพองค์อื่นๆ  มนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ และทุกสรรพสิ่งบนโลก 


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระพรหม
พระพรหม มหาเทพผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง



  • "พระศิวะ" หรือ "พระอิศวร""  มหาเทพผู้ทำลายล้าง  
"พระศิวะ" หรือ "พระอิศวร"  มหาเทพผู้ทำลายล้าง  ทรงมีกำเนิดหลังจากโลกถูกไฟบรรลัยกัลป์ทำลายล้าง ทำให้คัมภีร์พระเวทและพระธรรมมาประชุมกัน  บังเกิดเป็นเทพองค์หนึ่งชื่อ "พระปรเมศวร" (คัมภีร์โบราณที่ปรากฎในหอวชิรญาณ)  พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยอำนาจเป็นทั้งผู้ใจดีและผู้ดุร้าย   นอกจากนั้นพระองค์ยังเป็นเทพแห่งคีตาซึ่งหมายถึงเทพแห่งการดนตรีและระบำรำฟ้อน  กาลใดที่โลกมีแต่สิ่งเลวร้าย  มนุษย์ในโลกประพฤติชั่วจนไม่สามารถแก้ไขได้  องค์พระศิวะ จะเต้นระบำที่มีท่วงท่าเร่าร้อนและรุนแรง  เป็นผลให้โลกสั่นไหวอย่างรุนแรง  จนบังเกิดเป็นไฟบรรลัยกัลป์  เผาผลาญโลก  ทำให้สิ่งมีชีวิตและสรรพสิ่งในโลกถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระศิวะ
พระศิวะหรือพระอิศวร มหาเทพแห่งการทำลายล้าง


  • "พระนารายณ์" หรือ "พระวิษณุ"   มหาเทพผูธำรงรักษา                                                
 "พระนารายณ์" หรือ "พระวิษณุ"   มหาเทพผูธำรงรักษา  ทรงมีพลานุภาพขจัดสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง   เหล่ามารต่างกลัวเกรง   ทรงขจัดอุปสรรค์และความข้องขัด  ทรงแย้มยิ้ม  สุภาพ  และให้ความคุ้มครองโดยเฉพาะกับผู้ทรงศีลและผู้ประพฤติดี   ยกเว้นกับผู้ใฝ่อธรรม  คราใดที่โลกเกิดความอยุติธรรมพระองค์จะลงมาขจัดสิ่งชั่วร้าย  ทรงช่วยแก้ไขปกป้อง  เพื่อให้สถานการณ์เข้าสู่ปกติสุข  ทั้งนี้เพื่อให้โลกธำรงอยูู่  เพราะหากบังเกิดสิ่งชั่วร้ายมากๆจนแก้ไขไม่ได้ โลกก็จะถูกองค์พระศิวะทำลาย  พระองคฺ์จึงทรงอวตารลงมาโลกมนุษย์ ถึง 10 ครั้ง หรือที่เรียกว่านารายณ์ 10 ปาง  ทั้งนี้เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้าย  และขจัดปัดเป่า  ทุกข์เข็ญ เพื่อให้โลกกลับคืนสู่ความสงบ  และไม่ถูกทำลาย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระนารายณ์
พระนารายณ์ มหาเทพผู้ธำรงรักษา
           
 ดังจะเห็นได้ว่าภารกิจของพระนารายณ์หรือผู้ที่ต้องการธำรงรักษา  เพื่อให้โลกมีอายุยืนยาวที่สูด  ถือว่าเป็นภารกิจที่หนัก  ยุ่งยาก และยาวนาน จะต้องคอยดูแลสถานการณ์ของโลกตลอดเวลา  หากคราใดที่เกิดความอยุติธรรมขึ้น โลกมนุษย์เกิดความวุ่นวาย  พระองค์ก็จะต้องอวตารลงมา  เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยพระองค์เอง  เพื่อให่โลกธำรงอยู่ให้ได้  เพราะมิฉนั้นพระศิวะก็อาจะทำลายล้างโลกนี้ก็ได้

อย่างไรก็ตามวาระสุดท้ายของโลกก็ต้องมาถึงเข้าสักวัน   ตามหลัก "ไตรลักษณ์" ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า  คือการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  ไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นจากหลัก "ไตรลักษณ์" นี้ไปได้ ซึ่งผู้สร้างใดๆก็เปรียบเสมือนผู้ทำหน้าที่ของพระพรหม เช่นบิดามารดาก็เปรียบเหมือนพรหมของลูก   ต่อเมื่อและเจริญวัยขึ้น  ตนของตนก็ทำหน้าที่เสมือนพระนารายณ์ที่จะต้องธำรงรักษาชีวิตให้ยืนยาว เป็นผู้ประพฤติดี และมีความเจริญก้าวหน้า  แต่สุดท้ายชีวิตก็ต้องทำลายแตกดับในที่สุดไม่มีใครหลีกหนีพ้นไปได้  ฉนั้นเราทุกคนควรจะต้องทำหน้าที่ให้เสมือนพระนารายณ์ เพื่อให้ชีวิตรุ่งเรืองและยืนนานที่สุด             


วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ศ.ดร.แนม บุญสิทธิ์ ที่ผมรู้จัก

ปีพ.ศ. ๒๕๓๕   ณ สำนักงานชั่วคราววิทยาลัยการอาชีพไทรน้อย  บริเวณโรงเรียนชุมชนวัดราษฎร์นิยม อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ผมได้พบกับเพื่อนผู้บริหารผู้หนึ่งซึ่งเคยอบรมผู้บริหารรุ่นเดียวกัน  หลังจากได้สนทนาพูดคุยกัน   จึงทราบว่ากำลังมาหาที่ดินเพื่อปลูกบ้านไม้เรือนไทยของพ่อตา   ซึ่งถูกเวรคืนจากบริเวณถนนสาทร เมื่อทราบความประสงค์ผมจึงพาไปหาที่ดินจนได้ที่ดินจำนวน ๙ ไร่ อยู่ฝั่งตรงข้ามวิทยาลัยการอาชีพไทรน้อย (วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรีปัจจุบัน)  และหลังจากนั้นประมาณปีเศษบ้านเรือนไทยดังกล่าวก็ถูกรื้อจากถนนสาทร และนำมาปลูกในรูปทรงเดิมด้วยช่างจากจังหวัดเชียงราย    ต่อมาผมจึงรู้ว่าเจ้าของบ้านไม้เรือนไทยหลังนี้ก็คือ ศ.ดร.แนมบุญสิทธิ์  ปรมาจารย์การสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น  ซึ่งบุคลากรในวงการการศึกษารุ่นเก่า และผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษานอกโรงเรียนให้ความเคารพ


หลังจากนั้นมาถือได้ว่าผมเป็นผู้โชคดีที่ได้มีโอกาสเสวนากับท่าน   ในตอนเย็นหลังเลิกงาน  และในวันเสาร์-อาทิตย์     ซึ่งทำให้ทราบว่า ศ.ดร.แนม บุญสิทธิ์ พื้นเพท่านเป็นคนอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ถึงแม้วันที่พบท่านมีอายุย่างเข้าปีที่ ๙๐ แล้ว  แต่ความจำและความคิดความอ่านของท่าน   ยังเหมือนคนวัยทำงานดูจากบุคลิกและความคิดเห็นของท่าน แสดงถึงอุดมการแนวทาง  และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านการศึกษาอยู่ตลอดเวลา  ในอดีตที่ผ่านมาท่านได้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ดังนี้

  • ร่วมก่อตั้งสมาคมการศึกษาแห่งประเทศไทยกับ ศ.ดร.สาโรช  บัวศรี , ศ.ดร.ก่อสวัสดิพาณิชย์  และ ศ.เชื้อ  สาริมาน  เป็นต้น  โดยจดทะเบียนสมาคมเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๔๙๘
  • อาจารย์ใหญ่โรงเรียนส่งเสริมอาชีพก่อสร้างสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาได้ยกวิทยะฐานะ  เป็นวิทยาลัยการก่อสร้าง ปัจจุบันคือ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร  ลาดกระบัง
  • อาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนสารพัดช่างธนบุรี  กรมอาชีวศึกษา
  • หัวหน้ากองส่งเสริมอาชีพเคลื่อนที่  กรมอาชีวศึกษา
  • เป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยประเทศเกาหลี
  • ท่านได้เรียบเรียงตำราการพูดภาษาอังกฤษและพจนานุกรมคำคุณศัพท์  และตำราเรียนพูดภาษาอังกฤษ ๑๐๐๐ คำ ซึ่งหนังสือเล่มนี้  "พล.ต.ต.วิชัย  สังข์ประไพ" ได้ให้เจ้าหน้าที่ในชุดปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว (ปะ-ฉะ-ดะ) ท่องคำศัพท์ในหนังสือเล่มนี้ทุกวัน   เผื่อเวลาพบนักท่องเที่ยวจะได้ช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ 
  • นอกจากนั้น ศ.ดร.แนม บุญสิทธิ์ ยังได้เรียบเรียงตำราพูด 8 ภาษา  ซึ่งเป็นประโยคง่ายๆที่ใช้ประจำในชีวิตประจำวัน  

ท่านเป็นผู้ริเริ่มและจัดให้มีการจัดตั้ง   หน่วยฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองส่งเสริมอาชีพ กรมอาชีวศึกษา   ซึ่งหน่วยฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่นี้ จะใช้ยานพาหนะพาครูผู้สอน วัสดุอุปกรณ์ ไปสอนวิชาชีพให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดาร โดยการสนับสนุนด้านยานพาหนะ  วัสดุ อุปกรณ์จากองค์การ "USOM"  ของสหรัฐอเมริกา   ที่ให้บริการและสนับสนุนหน่วยฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่  จำนวนหลายสิบหน่วย ที่ให้บริการการสอนวิชาชีพทั่วประเทศ ด้วยการเดินทางแยกย้ายไปสอนวิชาชีพทั่วทุกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเป็นพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ โดยมีโรงเรียนสารพัดช่างพระนคร ที่ตั้งอยู่บนถนนบำรุงเมือง   ใกล้แยกแม้นศรี เป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน  และนอกจากนั้นยังใช้เป็น "WARE  HOUSE"   สำหรับเป็นสถานที่จัดเก็บและเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ให้กับหน่วยฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่หน่วยต่างๆ  ที่จะหมุนเวียนเข้ามารายงานผลการสอนโดยครูใหญ่แต่ละหน่วย   โดยจะมีการรายงานผลการปฏิบัติงานทุกครั้งหลังจากการออกหน่วย  ซึ่งในช่วงนี้ครูผู้สอนเองก็ได้มีโอกาสพักผ่อน  ตรวจเช็คสภาพยานพาหนะ  เบิกวัสดุอุปกรณ์  เตรียมการสอน  และรับคำสั่งการสอนในพื้นที่อื่นๆต่อไป    สำหรับการจัดตั้งหน่วยฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่นี้  ศ.ดร.แนม บุญสิทธิ์ได้กล่าวกับผมว่าท่านได้แนวคิดจากการที่ได้เห็นพระภิกษุ แยกย้ายออกบิณฑบาตในตอนเช้าในเส้นทางที่แตกต่างกัน  และกลับเข้าสู่วัดซึ่งเป็นศูนย์กลาง   และออกมาบิณฑบาตใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น  ซึ่งท่านได้กล่าวต่ออีกว่าวิธีการในแบบวิถีพุทธนี้เป็นการเผยแพร่ที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากที่สุด 

จุดเปลี่ยนในชีวิตของท่านที่สำคัญคือ  ในระหว่างที่ท่านทำหน้าที่หัวหน้ากองส่งเสริมอาชีพ  ท่านได้พาผู้เชี่ยวชาญและผู้รู้ด้านวิชาชีพสาขาต่างๆ  ไปเปิดสอนวิชาชีพระยะสั้นให้กับประชาชน  ณ จังหวัดชุมพร  ซึ่งวิชาชีพที่ท่านนำไปสอนในขณะนั้น  เช่น  การถัดเนคไท  และการทำตรายาง  เป็นต้น  โดยจะเปิดสอนให้ฟรี ทำให้ประชาชนให้ความสนใจเดินทางมาเรียนกันเป็นจำนวนมาก   ถึงแม้จะมีการจัดหลายครั้งคนก็ยังไม่ลดน้อยลง แต่กลับมีผู้คนจากท้องที่อื่นเดินทางเข้ามาเรียนอีกเป็นจำนวนมาก  จึงทำให้บุคคลที่ทำงานหน่วยงานเดียวกันมีความอิจฉา  เกรงว่าท่านจะมีผลงานและได้รับตำแหน่งสำคัญ  จึงให้ร้ายท่านว่าท่านกำลังซ่องสุมผู้คน และมีการกระทำตนเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ทางการสมัยนั้นประกาศจับตัวท่าน แต่ก็ได้มีผู้หวังดีช่วยเหลือท่านจนได้ออกนอกประเทศ    และไปอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านระยะหนึ่ง  แล้วจึงเดินทางต่อไปยังประเทศเกาหลี  เมื่อมหาวิทยาลัยในเกาหลีทราบข่าวจึงได้เชิญให้ท่านเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย  ท่านอาศัยอยู่ในเกาหลีเป็นเวลานานหลายปี  หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินทางไปอาศัยต่อในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ระยะหนึ่ง  แล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทยในวัย 80 เศษ      

จากการที่ผมได้มีโอกาสเสวนากับ ศ.ดร.แนม บุญสิทธิ์  ทำให้ทราบว่าผู้ที่จะเป็นปูชนียบุคคล ซึ่งเป็นบุคคลที่ควรเคารพนั้น  จะไม่ถือตัวมีความเป็นกันเอง พร้อมที่จะให้ความรู้  มีความคิดเชิงบวก และมีเมตตาสูง สังเกตุเวลาที่ผมแสดงความคิดเห็น หรือเล่าเรื่องบางอย่างให้ท่านฟัง ท่านจะสงบนิ่งและตั้งใจฟัง  ตาจ้องมองผู้พูดตลอดเวลา  ไม่ขัดจังหวะการพูด  รอจนพูดจบท่านจึงจะพูดพร้อมกับการให้ข้อแนะนำด้วยแนวคิดที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง   ท่านมีความเป็นปราชญ์เต็มตัว ท่านไม่หยุดที่จะเรียนรู้ หากมีสิ่งใดที่ท่านสงสัยท่านจะสอบถามทันที  สิ่งที่ท่านพกติดตัวตลอดเวลาก็คือสมุดเล่มเล็กๆและปากกาลูกลื่น ซึ่งท่านจะใช้จดสาระสำคัญหรือสิ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดของท่าน  ท่านได้ดำรงตนและยึดถือความมีหัวใจเป็นนักปราชญ์ คือ สุ-จิ-ปุ-ลิ  ตลอดเวลา

ท่านมีความเป็นห่วงว่าเด็กไทยเรา มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศน้อย โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ท่านเรียกภาษาอังกฤษว่าเป็น "ภาษาของโลกเรา"  ผมเคยได้เรียนถามท่านว่าเหตุใดคนไทยเราเรียนภาษาอังกฤษมาก็หลายปีเรียนจนจบถึงระดับปริญญาก็ยังไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ซึ่งท่านได้ให้ข้อคิดว่าสาเหตุที่ประเทศเราไม่ประสบความสำเร็จในการสอนภาษาอังกฤษ หรือไม่สามารถสอนให้สามารถสื่อสารได้นั้น สาเหตุก็เนื่องจากหลักสูตรการสอนและครูผู้สอนของเราสอนแต่ไวยากรณ์ ซึ่งผิดหลักธรรมชาติ   การเรียนรู้ภาษาต้องเรียนทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสารก่อน เหมือนการที่เราพูดภาษาไทยได้  เราก็ต้องหัดพูดมาก่อน จากนั้นจึงมาเรียนการอ่านเขียน แต่การเรียนภาษาอังกฤษของไทย  ครูจะสอนอ่านเขียนหรือไวยากรณ์ก่อน โดยไม่สนใจการสอนวิธีการพูด   กอรปกับคนไทยเราเป็นคนขี้อาย  การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยจึงไม่สามารถอยู่ในระดับที่จะสื่อสารกับชาวต่างประเทศได้

ศ.ดร.แนม  บุญสิทธิ์  เคยกล่าวกับผมว่า  หากเราได้ครูผู้สอนในชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย  มาจากผู้ที่สำเร็จวิชาชีพสายตรง  การเรียนการสอนในช่วงชั้นดังกล่าวก็จะมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น  เนื่องจากผู้ที่จบวิชาชีพสายตรง  เช่นผู้ได้วุฒิทางวิทยาศาสตร์  (วทบ.)  หรือผู้ที่ได้วุฒิทางอักษรศาสตร์ (อบ.)   จะได้รับการศึกษาอบรมและเรียนรู้เนื้อหาวิชาชีพในสาขานั้นๆอย่างเข้มข้น  ดังนั้นหากรับเข้ามาเป็นครูก็เพียงแต่ต่อยอดวิชาครูให้ก็จะสามารถสอนนักเรียนได้แล้ว  ที่สำคัญครูเหล่านี้จะสามารถสอนให้นักเรียนมีความรู้ในศาสตร์นั้นๆได้ลึกซึ้งกว่าผู้ที่จบวิชาชีพครู  เนื่องจากผู้ที่จบสายครูจะต้องเรียนวิชาชีพครูจำนวนมาก ทำให้การเรียนในวิชาชีพหลักมีจำนวนน้อย  ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างให้ฟังว่า หากเปรียบเทียบความรู้ซึ้งในศาสตร์ "ภาษาอังกฤษ" ระหว่างผู้ที่จบ "ครุศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ)" กับผู้ที่จบ "อักษรศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ)" ผู้ใดจะมีความรู้ภาษาอังกฤษมากกว่ากัน

สำหรับการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา  ท่านได้ให้ทัศนะว่าการศึกษาด้านอาชีพเพื่อไปประกอบอาชีพ หรือการให้ผู้เรียนได้มีความรู้และทักษะจริงๆนั้น   สถานศึกษาควรจัดให้มีการเรียนทีละวิชา  จากวิชาพื้นฐานไปหาวิชาชีพขั้นที่สูงขึ้น  เช่นการเรียนวิชาการติดตั้งระบบไฟฟ้า  ก็ควรเรียนรายวิชาการเดินสายไฟฟ้าในอาคารก่อน  เมื่อเรียนจบจึงเรียนรายวิชาการปักเสาพาดสาย จากนั้นจึงเรียนรายวิชาการติดตั้งระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งก็จะทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ และมีโอกาสได้ฝึกทักษะอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง นอกจากนั้นผู้เรียน ยังสามารถนำความรู้และทักษะที่เรียนจบ ในแต่ละช่วง ไปประกอบอาชีพได้อีก  ลักษณะการเรียนเช่นนี้คือการเรียนในหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น หรือที่เรียกว่า "Block release" หรือ "ฺBlock course" ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้เรียนในหลักสูตรดังกล่าว จะมีความรู้และทักษะพร้อมที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทันที   แต่ในการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาในระบบ   โดยเฉพาะหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สถานศึกษาอาชีวศึกษาแทบทั้งหมดจะจัดตารางเรียนในลักษณะการเรียนวิชาสามัญ  โดยจะมีการเรียนการสอนในรายวิชานั้นๆ สัปดาห์ละ 3-6 ชั่วโมง หากผู้เรียนจะเรียนวิชานี้อีกก็ต้องรอเรียนสัปดาห์ต่อไป จึงทำให้ความรู้และทักษะของผู้เรียนไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับนี้  น่าจะมีความรู้และทักษะไม่เพียงพอที่จะออกไปประกอบอาชีพได้

ถึงแม้วันนี้ ศ.ดร.แนม  บุญสิทธิ์  ซึ่งเป็นที่รักเคารพของผม และของอีกหลายๆคน  จะล่วงลับไปแล้วตามกาลเวลาและสังขาร  แต่สิ่งที่ท่านฝากไว้กับวงการการศึกษาคงไม่วันลบเลือนไปได้   ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับปรมาจารย์ด้านการศึกษา  ที่เพียบพร้อมด้วยความรู้ความดี  ความเมตตา  แต่ไม่มีโอกาสได้พัฒนาความเจริญให้กับวงการศึกษาไทยได้มากเท่าที่ควร สาเหตุก็เนื่องจากการให้ร้ายกันเองในวงงานราชการ จนเราต้องสูญเสียผู้คนที่มีความรู้ความสามารถไปคนแล้วคนเล่า ซึ่ง ศ.ดร.แนม บุญสิทธิ์   ได้เคยกล่าวกับผมว่า "คนไทยเราควรแข่งกันทำความดีแข่งกันพัฒนามิใช่ว่าจะใช้ความอิจฉาของตนมาทำร้ายและกดคนอื่นให้ต่ำกว่าตน ผลก็คือประเทศเราก็จะมีแต่ตกต่ำ ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้ทัดเทียมกับอารยะประเทศได้"



วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ครูช่างที่แท้จริง

ในสมัยที่โรงเรียนอาชีวศึกษายังเปิดสอนหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูง ซึ่งเทียบได้กับหลักสูตร ปวช. ในสมัยนี้  โดยหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูงในสมัยนั้น  ได้กำหนดให้นักเรียนช่างชั้นปีที่๑  ต้องเรียนรู้วิชาช่างทั้งหมด ๘ ช่าง คือช่างตีเหล็ก ช่างตะไบ ช่างโลหะแผ่นและบัดกรี  ช่างเชื่อมโลหะ  ช่างกลึง ช่างเครื่องยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุ-โทรคมนาคม สำหรับนักเรียนช่างในชั้นปีที่๒ จะเหลือวิชาที่จะต้องเรียนรู้เพียง 3 ช่าง คือช่างเครื่องยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุ-โทรคมนาคม และในชั้นปีที่ 3  ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นสูง จะต้องเลือกเรียนเฉพาะช่างที่ต้องการนำไปประกอบอาชีพเพียงช่างเดียวเท่านั้น

ช่างเชื่อมโลหะ

การเรียนวิชาช่างทั้ง ๘ ช่าง จะทำให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานในการก้าวสู่ช่างมืออาชีพที่เน้นการใช้ทักษะในการทำงาน  ซึ่งในบรรดา ๘ ช่างนี้  ช่างตีเหล็กถือได้ว่าเป็นช่างโบราณที่มีประสิทธิภาพในการฝึกฝนพื้นฐานของผู้ที่จะมาเป็นช่างได้มากที่สุด เพราะหากผู้ใดได้ผ่านการฝึกฝนการตีเหล็กก็เท่ากับผู้นั้นได้ฝึกทั้งร่างกาย จิตใจ และทักษะ ไปพร้อมๆกัน  แต่น่าเสียดายที่วิชาช่างตีเหล็กได้ถูกยกเลิกการสอน ในสถาบันอาชีวศึกษาไปเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

ช่างตีเหล็ก

ในสมัยที่ผมเป็นนักเรียนช่าง และได้มีโอกาสเรียนรู้วิชาช่างตีเหล็ก  ครูช่างตีเหล็กที่เคยสอนผมในสมัยนั้น ชื่อ "ครูแสวง" ซึ่งท่านมีรูปร่างสูงเพียว ผิวดำ ท่าทางเข้มแข็งทะมัดทะเมง เสียงดัง ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญการตีเหล็กจากกรมอู่ทหารเรือ  ในขณะที่นักเรียนปฏิบัติการตีเหล็ก ทุกคนจะได้ยินเสียงของ "ครูแสวง" สอนสั่งวิธีการตีเหล็กที่ถูกต้อง  และว่ากล่าวผู้ที่ปฏิบัติไม่ถูกวิธีอยู่ตลอดเวลาด้วยน้ำเสียงอันดังของท่าน ก่อนการเรียนรู้และการฝีกฝนการตีเหล็ก  "ครูแสวง" จะให้นักเรียนทุกคนไหว้ครูตีเหล็กด้วยพิธีการยกมือไหว้ทั่งพะเนิน  ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่นเหล็กขนาดใหญ่ แล้วใช้ฆ้อนขนาด ๘ ปอนด์  ซึ่งมีหัวใหญ่ด้ามยาว ตีลงไปบนทั่งพะเนินจนครบ  ๙ ครั้ง  เมื่อครบทุกคนจึงจะเริ่มทำการสอนวิชาช่างตีเหล็ก

ฆ้อน ๘ ปอนด์
ทั่งตีเหล็ก

การเรียนช่างตีเหล็กนั้น   นักเรียนทุกคนจะต้องเรียนรู้วิธีติดเตาเผาเหล็ก วิธีใช้คีมคีบชิ้นงาน  วิธีดูสีของเหล็กที่ถูกเผาให้ร้อนแดง  วิธีตีเหล็กด้วยฆ้อนชนิดต่างๆ   วิธีตีเหล็กเพื่อขึ้นรูป  วิธีชุบแข็ง  และวิธีแต่งชิ้นงานด้วยตะไบ  ซึ่งขั้นตอนการฝึกฝนเหล่านี้ เท่ากับการหล่อหลอมให้นักเรียนช่างทุกคน  มีความอดทน  เข้มแข็ง รู้จักใช้จังหวะเวลา เพราะในขณะปฏิบัติงาน นักเรียนทุกคนจะต้องทนต่อความร้อนของอากาศและเปลวไฟ  กลิ่นการเผาไหม้ ควัน และเสียงที่ดังรบกวนอยู่ตลอดเวลา  และเมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในแต่ละวันนักเรียนทุกคนต่างหมดแรงปวดเมื่อยไปทั้งตัว  ไม่มีแรงจะไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับใครได้อีก

ลักษณะการตีเหล็กหลังจากการเผาเหล็กจนร้อนแดง

"ครูแสวง" ที่ผมรู้จักนั้นมีท่าทางเป็นที่น่าเกรงขามของนักเรียนช่างทุกคน แต่ก็เฉพาะในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติงานเท่านั้น แต่หากอยู่นอกห้องเรียนและมิใช่เวลาสอนท่านจะเปลี่ยนเป็นคนละคน กลายเป็นคนสุภาพอ่อนน้อม "ครูแสวง" จะรับไหว้นักเรียนทุกคนที่ไหว้ท่านด้วยหน้าตายิ้มแย้ม และทักทายด้วยไมตรี นักเรียนช่างในสมัยก่อน มักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันจนเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่มีการลอบทำร้ายหรือใช้เครื่องทุ่นแรง หรือมีการรุมทำร้ายกันเหมือนในปัจจุบัน หากไม่พอใจใครก็ท้าชกต่อยกันหลังโรงเรียนบ้าง ในห้องเรียนบ้าง เมื่อรู้แพ้รู้ชนะก็เลิกรากันไป ไม่มีการอาฆาตแค้นเคืองกัน บางคนกลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันก็มี  มีเหตุการณ์อยู่ครั้งหนึ่ง  ที่ลูกศิษย์ของ "ครูแสวง" คนหนึ่งไม่พอใจ  ที่ถูกดุด่าว่ากล่าวในขณะทำการสอน  จึงท้าชกต่อยกับท่าน   ท่านก็ไม่ถือสาและรับคำท้านั้นโดยสั่งให้นักเรียนคนหนึ่ง ปิดห้องและให้เ้ฝ้าอยู่หน้าห้องเรียน และสั่งให้ทุกคนปิดเป็นความลับ หลังจากการชกต่อยในครั้งนั้น"ครูแสวง" หน้าตาปูดบวมโรงเรียนทราบข่าวจะไล่นักเรียนผู้นั้นออก  แต่"ครูแสวง" ได้ห้ามไว้ และบอกว่าหากไล่นักเรียนผู้นั้นออก "ครูแสวง" ก็จะลาออกทันที เนื่องจากท่านก็เป็นต้นเหตุในการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้ด้วย นักเรียนผู้นั้นจึงไม่ถูกไล่ออก และเข้ามากราบเท้า "ครูแสวง" เพื่อขอขมากรรม นี่คือลักษณะของครูช่างที่แท้จริงของโรงเรียนช่างในยุคก่อน ทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังระลึกถึงพระคุณของท่าน  ที่ได้สอนสั่งให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้วิชาช่างตีเหล็ก และรู้ซึ้งถึงการเป็นครูช่างที่แท้จริง 








วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

นกดีต้องเลือกกิ่งไม้เกาะ

ในนวนิยายเรื่อง "สามก๊ก"  ในขณะที่ "เล่าปี่" และ "เตียวหุย" ไปลอบปล้นค่าย "โจโฉ"   "เล่าปี่" จึงมอบให้ "กวนอู" ดูแลครอบครัวของตน  แต่การปล้นค่าย "โจโฉ" ครั้งนั้นกระทำการไม่สำเร็จจึงถูกตีแตกพ่าย "เล่าปี่" ต้องหนีออกมาพึ่ง "อ้วนเสี้ยว"  และต่อมา "กวนอู" ได้ถูก "โจโฉ" จับได้ เนื่องจากเป็นห่วงและเกรงว่าครอบครัวของ "เล่าปี่" จะได้รับอันตราย จึงไม่ยอมหนีทิ้งไป  ซึ่ง "โจโฉ" ได้เกลี้ยกล่อมให้ "กวนอู" อยู่ด้วย  เนื่องจากชมชอบความกล้าหาญ ความเก่งกาจ ความซื่อสัตย์ และความกตัญญูของ "กวนอู"

เล่าปี่

"กวนอู" ได้ตอบตกลง แต่มีเงื่อนไขสามประการ ประการแรกตนจะรับใช้จักรพรรดิ์มิใช่ "โจโฉ"          อีกประการหนึ่งจะรับใช้พี่สะใภ้ทั้งสองเองห้ามมิให้ใครมายุ่งเกี่ยว และประการสุดท้ายหากทราบว่า "เล่าปี่" อยู่ ณ ที่แห่งใดจะต้องอนุญาตให้ตนและพี่สะใภ้ไปหาในทันที ซึ่ง "โจโฉ" ยอมตอบตกลงตามเงื่อนไข

กวนอู

นับตั้งแต่ "กวนอู" อยู่กับ "โจโฉ"  ได้รับการเอาใจมิได้ขาด ทุกสามวันจัดงานเลี้ยงให้ทีหนึ่ง แต่ "กวนอู" มิได้มีใจอยู่กับ "โจโฉ" วันๆก็เฝ้าแต่คิดถึง และสดับตรับฟังข่าวของ "เล่าปี่" จนกระทั่ง "โจโฉ" ได้มอบม้า"เซ็กเธาว์" ให้เพื่อเอาใจ   "กวนอู" ดีใจมากคิดในใจว่าหากได้ข่าวของ "เล่าปี่" ก็จะใช้ม้า "เซ็กเธาว์" เดินทางไปหา "เล่าปี่" ได้เร็วขึ้น  ต่อมาเมื่อ "กวนอู" ได้ข่าวของ "เล่าปี่" จึงได้พาพี่สะใภ้ทั้งสองเดินทางไปหา "เล่าปี่" ทันที   ซึ่ง "โจโฉ" เสียดาย "กวนอู" ยิ่งนัก  มิอาจทัดทานได้ เนื่องจากได้ให้คำมั่นสัญญาไว้แล้ว

กวนอูและม้าเซ็กเธาว์

เมื่อได้พบกัน  "กวนอู" ดีใจมาก แต่ในใจของ "เล่าปี่" ยังเคลือบแคลงสังสัยในตัวของ "กวนอู" จึงได้ถามเพื่อสร้างความมั่นใจที่มีต่อ "กวนอู" ไปว่า เหตุใดจึงเลือกกลับมาอยู่กับตน ทำไม่ไปสวามิภักดิ์กับ "โจโฉ" ซึ่งเป็นผู้มีตำแหน่งถึงอัครเสนาบดีและมีอำนาจเหนือบัลลังก์  หาก "กวนอู" ไปอยู่ด้วยก็จะต้องมียศตำแหน่งที่สำคัญ และมีสุขเสพไม่มีวันสิ้นอย่างแน่นอน  ซึ่ง "กวนอู" ได้ตอบ "เล่าปี่" ว่า "โจโฉ" นั้น ถึงแม้จะชมชอบคนเก่งคนดี และมีความเชี่ยวชาญในตำราพิชัยสงครามก็จริง แต่ "โจโฉ" เป็นบุคคลที่มีเล่ห์เหลี่ยมเจ้าเล่ห์เพทุบาย    ไม่ไว้ใจใคร  โหดเหี้ยม  จัดว่าไม่ใช่คนดี ไม่สมควรอยู่ด้วย

โจโฉ

"นกดีต้องเลือกกิ่งไม้เกาะ"  เป็นคำกล่าวของ "กวนอู" เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ "เล่าปี่" ซึ่งคำกล่าวนี้ ก็เคยได้กล่าวกับ "เล่าปี่" มาแล้วในคราวที่สาบานเป็นพี่น้องกัน  ซึ่งความหมายของคำๆนี้ มีความหมายว่าหากใครก็ตามที่ยอมตนเพื่อรับใช้คนที่เรารู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณธรรม  ประพฤติชั่ว  เป็นคนไม่ดี ถึงแม้จะมีพฤติกรรมภายนอกที่ดูเหมือนว่ากระทำความดี  แต่สำหรับบุคคลประเภทนี้ก็คงต้องมีสิ่งเลวร้ายแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน


หากผู้ใดเลือกพึ่งพาบุคคลประเภทนี้  เพื่อหวังเพียงลาภ ยศ สุข สรรเสริญ บุคคลผู้นั้นก็มิใช่คนดี เพราะการยอมตนเพื่อรับใช้บุคคลประเภทนี้ ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนคนชั่วให้มีพลังทำชั่วมากยิ่งขึ้น ดังนั้นนกที่ดีจะต้องเลือกโผเกาะพีึ่งพิงกิ่งไม้ที่ดี เสมือนการเลือกที่จะรับใช้หรือพึ่งพิงใครก็ต้องพิจารณาให้ดี จะได้ไม่เสียใจภายหลัง ว่าเราได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนคนไม่ดี

ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานเรื่องคนดี มีใจความว่า "ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี  ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย  มิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี  ให้คนดีได้ปกครอง   บ้า่นเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ  ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

ท่านนั่นแหละคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์...หาก

ยามใดที่มนุษย์รู้สึกอยากได้อยากมี  หรือไม่อยากได้ไม่อยากมี  สิ้นหวัง ทุกข์ทรมาน  ก็จะคิดถึงและไหว้วอนขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เพื่อขอบารมีช่วยให้สมปราถนา  ซึ่งการไหว้วอนขอพึ่งบารมีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คือการหยิบยืมบุญบารมีมาใช้ก่อน  เพราะตนเองไม่หมั่นสั่งสมบุญบารมี  เหมือนกับเราไม่ขยันทำมาหากินเพื่อหารายได้ เงินทองไม่พอใช้จ่าย   จำเป็นต้องหยิบยืมเงินทองของผู้อื่น  เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ  สุดท้ายเราก็ต้องมีหนี้ล้นพ้นตัว แล้ววันต่อๆไปเราจะทำกันอย่างไร


แต่หากเราอุตสาหะสร้างบุญบารมี   ในแนวทางแห่งพุทธ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล และปฏิบัติภาวนา เพื่อสั่งสมบุญบารมีให้กับตนเอง  ก็เสมือนเราสามารถหารายได้เป็นของตนเอง  ไม่ต้องไปหยิบยืมใคร แต่หากจำเป็นต้องหยิบยืมก็เป็นส่วนน้อย  เพราะเงินทองของเราก็มีอยู่บ้่าง และหากมีความเพียรพยายามมากๆ ก็จะมีเงินเหลือเก็บ  เพราะที่เราต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ทุกวันนี้  ก็เพราะเรายังต้องชดใช้หนี้กรรมที่เราก่อไว้ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ  หากเราไม่มีความเพียรเพื่อสร้างบุญบารมีให้กับตนเองบ้าง  ภพชาติต่อไปคงจะต้องรับความทุกข์ระทมอีกไม่รู้เท่าไร    


ดั่งคำกล่าวของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (หลวงปู่โต พฺรหฺมรํสี)  ท่านได้ให้สติกับทุกคนเพื่อให้เร่งสั่งสมบุญบารมีเป็นของตนเอง ดังนี้ "ลูกเอ๋ย  ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด  เจ้าจะต้องมีทุนของตนเอง  คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน  เมื่อบารมีเจ้าไม่พอจึงค่อยยืมบารมีคนอื่นมาช่วย  มิฉนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สิ้นในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว ..... เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมาก็ต้องไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว ..... แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ภพหน้า ..... หมั่นสร้างบารมีไว้ .... แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง ..... จงจำไว้นะ .... เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าก็ไม่ได้ ... ครั้นเมื่อถึงเวลา .... ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ ..... จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า "


สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราท่านกราบไหว้  ในอดีตชาติท่านเหล่านั้นก็เคยมีวิถีชืวิตเช่นเดียวเราๆท่านๆ    แต่ด้วยความพากเพียรพยายามสั่งสมบารมี  ชาติแล้วชาติเล่าภพแล้วภพเล่า จนท่านเหล่านั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เรากราบไหว้และไหว้วอนขอพึ่งบารมีจากท่าน  แม้แต่เราๆท่านๆหากมีความเพียรพยายามและมีจิตแน่วแน่ที่จะสั่งสมบุญบารมีและสร้างแต่คุณงามความดี  ในอนาคตชาติเราท่านก็จะมีผู้คนกราบไว้ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน  แต่สูงสุดของการเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คือการได้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ซึ่งเป็นสถานภาพสุดท้ายของชาวพุทธที่เปี่ยมด้วยปัญญาถวิลหา


วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา

หลายท่านอาจไม่คุ้นชื่อ  "วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา"  และอาจตั้งคำถามกลับว่ามีด้วยหรือ....
วังรพีพัฒน์  ที่ตั้งวิทยาลัยครูอาชีวศึกษา
แต่หากเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงอาชีวศึกษา (รุ่นเก่า) จะรู้จักเป็นอย่างดี    ทั้งนี้เพราะสถาบันการศึกษาแห่งนี้ถือว่าเป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่มีการผลิตครูช่างอุตสาหกรรมเพื่อเป็นครูผู้สอนวิชาชีพช่างในสถานศึกษาประเภทอาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน  รวมทั้งการเป็นผู้ฝึกอบรมวิชาชีพให้กับหน่วยงาน องค์กร และสถานประกอบการต่างๆ ให้กับประเทศนี้มาแล้วเป็นระยะเวลาอันยาวนาน

"วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา" ตั้งอยู่บนที่ดิน "วังรพีพัฒน์"  ของ   "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์" ซึ่งเป็นพระบิดาแห่งกฏหมายไทย เมื่อทรงสิ้นพระชนม์  วังแห่งนี้มีสถานะเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อ "โรงเรียนรพีพัฒน์"    ต่อมากระทรวงอุตสาหกรรม   ได้ขอซื้อต่อเพื่อใช้เป็นพื้นที่สร้างโรงงานผลิตร่ม  จากนั้นจึงพัฒนาเป็นสถานศึกษาผลิตบุคลากรด้านอาชีวศึกษา  ดังความเป็นมาต่อไปนี้
  • พ.ศ. ๒๔๙๑  สถาปนาเป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูอาชีวศึกษา" ในวันที่ ๘ กรกฎาคม  และเริ่มผลิตครูช่างเป็นครั้งแรก
  • พ.ศ. ๒๔๙๖  กรมอาชีวศึกษาขอซื้อที่ดิน จำนวน ๙ ไร่ ๔๗ ตารางวา   ต่อจากกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้ง "โรงเรียนฝึกหัดครูอาชีวศึกษา"  
  • พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้โอนไปสังกัดกรมการฝึกหัดครู และเปิดสอนหลักสูตร "ปกศ. อาชีวศึกษา"
  • พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้โอนกลับมาสังกัดกรมอาชีวศึกษา    และได้รับการยกวิทยฐานะเป็น "วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา" เปิดทำการสอนในสาขาวิชาช่างอุตสาหกรรม   ผลิตนักศึกษาหลักสูตร  "ปมอ." ๒ปี ชื่อ "ประกาศนียบัตรครูมัธยมอาชีวศึกษา"
  • พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้ขยายหลักสูตรจาก ๒ ปี เป็น ๓ ปี    ในหลักสูตร "ปม.วส."  ชื่อ"ประกาศนียบัตรครูมัธยมวิชาชีพชั้นสูง"
  • พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้เพิ่มสอนหลักสูตร "ปวส"    อีกหลักสูตรหนึ่ง     ชื่อ "ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง"     โดยให้ผู้กำลังศึกษาหลักสูตร "ปม.วส" ที่มีความประสงค์ต้องการวุฒิ  "ปวส."  ต้องลงทะเบียนเพิ่มในภาคฤดูร้อน หลังจากการศึกษาในภาคเรียนที่ ๔  และในปีนี"วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา" ได้เข้าร่วมกับสถานศึกษา  ในสังกัดกรมอาชีวศึกษา ๒๘ แห่ง ด้วยแรงผลักดันของนักศึกษาอาชีวศึกษา ที่ต้องการให้อาชีวศึกษาสามารถศึกษาต่อได้ถึงระดับปริญญา    "วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา" จึงรวมกันกับสถานศึกษาอื่นๆเป็น "วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา"  

  • พ.ศ. ๒๕๒๐   มีฐานะเป็นวิทยาเขตเทเวศร์  ของ "วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา"
  • พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นปีสุดท้ายที่มีการเรียนการสอนในหลักสูตร "ปม.วส." 
  • พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้เลิกการสอนหลักสูตร "ปวส" ที่มีการเปิดตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เพื่อผลิตในระดับปริญญาเพียงอย่างเดียว
  • ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

ปัจจุบันชื่อของ"วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา" เริ่มเลือนหาย และนับจากนี้ในเวลาอีก ๑-๒ ปี  การเรียนการสอนวิชาชีพ  ที่มุ่งเน้นทักษะฝีมือช่างก็อาจลดน้อยถอยลงทั้งนี้เนื่องจากผลผลิตครูช่างจากสถาบันการศึกษาภายใต้  ชื่อ "วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา"   จะถึงวัยเกษียณหมดวัยทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันการศึกษาแห่งนี้ได้มุ่งเน้นเพื่อบ่มเพาะฝึกฝนศิษย์ด้วยความเข้มงวด  จนศิษย์แห่งสถาบันนี้ มีความเป็นเลิศทั้งด้านความรู้  และทักษะวิชาชีพ  สามารถปฏิบัติงานได้จริง ผสมผสานกับทักษะการถ่ายทอดความรู้  ให้กับศิษย์ด้วยเมตตาและอดทน  ส่งผลให้บังเกิดศิษย์รุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่รุ่นลูกศิษย์   หลานศิษย์ จนถึงเหลนศิษย์ จากผลผลิตที่มีการถ่ายทอดความรู้สู่รุ่นต่อรุ่นนี้  ทำให้มีการผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาเหล่านั้นได้แยกย้ายกระจายไปในสถานศึกษาหน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยกันถ่ายทอดความรู้และทักษะ  ส่งผลให้บังเกิดบุคลากรจำนวนมากมายมหาศาล    ร่วมกันพัฒนาประเทศ   ซึ่งเป็นผลจากการผลิตครูช่าง ณ สถาบันแห่งนี้

เพื่อสร้างความทรงจำเก่าๆให้หวลคืนมา  จึงขอฝาก "มาร์ชวิทยาลัยครูอาชีวศึกษา"  ที่ประพันธ์ทำนองโดย "ครูเอื้อ สุนทรสนาน" และประพันธ์เนื้อร้องโดย "ครูอร่าม ขาวสะอาด"  ดังนี้

"พวกเราร่วมใจวิทยาลัยครูอาชีวศึกษา   ตั้งใจหมายว่าจะศึกษาวิชาช่างให้ชำนาญ  เพื่อไปถ่ายวิชาให้เยาวชนไทยพัฒนาการ  รู้คุณค่าวิชาช่างทำทุกอย่างให้ชำนาญ   ผลของงานประเสริญสมใจแดงเลือดหมูคู่กับขาวเด่นไกล  มอบกายใจไว้ให้สถาบัน สองมือนั้นสร้างงานต่อไป  ด้วยอดทนเพื่อผลการณ์ไกล  เราพร้อมใจเพื่อสร้างชาติเอย"

ในอนาคตถึงแม้ว่า "วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา" ที่มีสัญญาลักษณ์เป็นพระอาจารย์ฤาษี  จะเป็นเพียงอดีตแต่ด้วยคุณงามความดี  ที่ได้สั่งสมบ่มเพาะ  และหยั่งรากลึกทำให้บังเกิดครูช่างที่มีทั้งคุณภาพและคุณธรรม ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเนินนานเพียงใด  ชนรุ่นหลังก็คงกล่าวขานและระลึกถึง  ซึ่งจะเห็นได้จากวันคล้ายวันสถาปนา  ๘ กรกฏาคมของทุกปี  ศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน  จะให้การต้อนรับและชื่นชมศิษย์เก่าที่ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย เดินทางมาร่วมทำบุญ และรำลึกถึงความหลังในอดีต  ดวงตาทุกคู่ของผู้มาเยือนก็ไม่วายที่จะจับจ้องมองดูป้ายไม้ซุงผ่าซีก  ซึ่งถือว่าเป็นอนุสรณ์ชิ้นสุดท้าย ที่มีข้อความจารึกว่า "วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา"





วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นาคีมีพิษเพี้ยงสุริโย

นาคีมีพิษเพี้ยงสุริโย เลื้อย บ่ ทำเดโช แช่มช้า  พิษน้อยหยิ่งยโสแมงป่อง ชูแต่หางเองอ้าอวดอ้างฤทธี   เป็นโครงโลกนิิติบทหนึ่ง      ที่เปรียบเทียบพื้นฐานจิตใจของบุคคล    ที่แสดงออกทางกายและวาจาของบุคคลที่อยู่ในสังคมทั่วไป ๒ ประเภท

บุคคลประเภทแรก   เป็นลักษณะของบุคคลที่มีดีหรือมีอำนาจอยู่ในตัว หรือเป็นบุคคล ประเภท "คมในฝัก" เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง มีอำนาจบารมีมากๆ มักไม่แสดงความอวดรู้ แสดงอำนาจหรือความไม่สุภาพออกมาให้ผู้อื่นได้พบเห็น  เปรียบดั่งนาคีหรือพญานาค ที่มีพิษเทียบเท่าพระอาทิตย์ แต่มีลักษณะท่าทางการเลื้อยอย่างแช่มช้า  ไม่แสดงฤทธิอำนาจใดๆแต่ผู้ที่พบเห็นมีความยำเกรง  ซึ่งเราอาจจะสังเกตุได้จากงูที่มีพิษมาก  มักมีการเลื้อยอย่างเชื่องช้า  


บุคคลอีกประเภทหนึ่ง   เป็นลักษณะของบุคคลที่ชอบแสดงความยิ่งใหญ่ หรือแสดงอำนาจต่อผู้อื่น ชอบแสดงความอวดรู้  ทั้งๆที่มีความรู้เพียงเล็กน้อย หรือไม่รู้อะไรเลย บุคคลประเภทนี้มักต้องการแสดงให้ผู้อื่นเกรงกลัว หรือนับถือ   ซึ่งเป็นการชดเชยปมด้อยหรือความต่ำต้อยของตนเอง บุคคลประเภทนี้เปรียบได้กับ "แมงป่อง" ที่มักชูกล้ามให้เห็นเพื่อขู่ให้ผู้อื่นกลัว  แต่พิษของแมงป่องเทียบไม่ได้กับพญานาค หรือแม้แต่งูพิษธรรมดา
ในสังคมปัจจุบันมีบุคคลประเภท "แมงป่องอยู่ทุกวงการ"  ตั้งแต่บุคคลระดับล่างถึงผู้บริหาร  หากเป็นบุคคลในระดับล่างมักจะแสดงอำนาจต่อบุคคลอื่น  ให้ผู้อื่นเกรงกลัว ให้เห็นว่าตนมีอำนาจ ซึ่งมักจะข่มขู่กับผู้ไม่รู้   เป็นการชดเชยปมด้อยของตนเอง  เช่น เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ของหน่วยราชการ ที่ข่มขู่หรือแสดงวาจาไม่สุภาพต่อผู้มาติดต่อ  เป็นต้น

แต่หากเป็นระดับหัวหน้าหรือระดับบริหาร   หากมีบุคลิกลักษณะแบบ "แมงป่อง" บุคคลในระดับนี้ มีความต้องการให้ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเกรงกลัว  มักแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวดุร้าย  เพื่อป้องกันตนเองจากการที่ลูกน้องซักถามข้อสงสัยหรือแนวปฏิบัติ   เพราะหากตนเองไม่มีความรู้เพียงพอหรือให้คำตอบลูกน้องไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียหน้า  และทำงานอย่างสบายๆไม่มีใครกวนใจ   แต่ก็ยังมีผู้บริหารอีกรูปแบบหนึ่งที่ต้องการลาภสักการะที่เกิดจากความเกรงกลัวของผู้ใต้บังคับบัญชาเนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้มีคติว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องเหี้ยน"จึงจะได้ลาภสักการะมาก
การที่เราจะปฏิบัติตนเฉกเช่น "นาคี" ได้  ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีการสั่งสมคุณงามความดี  หมั่นศึกษาหาความรู้มีประสบการณ์จาการทำงานหนัก เป็นตัวอย่างที่ดีต่ออนุชนรุ่นหลัง   เมื่อมีวัยวุฒิและคุณวุฒิเพียงพอ บุคคลในวงงาน หรือบุคคลในสังคมก็จะให้ความเคารพนับถือ ไม่จำเป็นต้องแสดงอำนาจบารมีหรือข่มขู่ให้ผู้อื่นต้องยำเกรง  เพราะคุณงามความดีความสามารถ มิใช่ยกตนเองด้วยตนเอง แต่ต้องให้ผู้อื่นยกให้ เฉกเช่นท่าน "ดร.เอ็มเบรกก้้า" จึงจะเป็นบุคคลประเภท "นาคี" ที่แท้จริง  หากยกตนเองก็เป็นแค่ "แมงป่อง" พิษน้อยๆตัวหนึ่งเท่านั้นเอง


วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การจัดเส้นทางอาชีวศึกษาเพื่อเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียน

ต้องยอมรับกันว่ากำลังคนที่เป็นรากฐานของประเทศ  ก็คือผู้ที่ทำงานด้วยแรงกาย แรงใจ และการใช้ทักษะฝีมือ ในสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่นอุตสาหกรรม เกษตรกรรม  พาณิชยกรรม ศิลปกรรม คหกรรม ตลอดจนงานบริการด้านต่างๆ  แต่ผู้ที่สามารถนำวิชาความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้นั้น เขาเหล่านั้นจะต้องผ่านการศึกษา และการฝึกฝน  จากผู้ที่มีความรู้และทักษะอยู่ในระดับขั้นพื้นฐาน จนถึงระดับมาตรฐาน  จนกระทั้งถึงระดับที่ผู้คนในวงการวิชาีชีพให้การยอมรับ
จากอดีตที่ผ่านมาผู้มีวิชาชีพติดตัว เพื่อใช้ในการทำมาหากินได้นั้น  ผู้ที่ประกอบวิชาชีพส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนวิชาความรู้วิชาสามัญในชั้นสูงๆมากนัก ส่วนใหญ่ก็จบเพียงชั้นประถมศึกษา อย่างมากก็เพียงมัธยมตอนต้น  แต่เหตุที่มีวิชาชีพติดตัวเพื่อใช้ทำมาหากินได้นั้น  มักได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น  หรือการเรียนรู้งานจากการเป็นลูกมือ หรือลูกจ้างผู้ประกอบการ หรือในลักษณะครูพักลักจำ  แล้วสั่งสมประสบการณ์ จากการใช้เวลาฝึกฝน จนมีความรู้ ทักษะ และความชำนาญ อยู่ในระดับที่สามารถดำเนินกิจการเองได้  ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะนี้ก็คือลักษณะการเรียนรู้ตามอัธยาศัยด้านวิชาชีพนั่นเอง

สำหรับการศึกษานอกระบบโรงเรียนด้านอาชีวศึกษา  ก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่่งที่สามารถก้าวเข้าสู่การมีอาชีพอย่างง่ายๆ   ด้วยการเข้ารับการฝึกอบรมในสาขาวิชาชีพที่ต้องการ  ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาและสถาบันการศึกษามากมายที่ให้บริการฝึกอบรม สำหรับลักษณะการจัดหลักสูตรจะใช้เวลาสั้นๆ เรียนรู้เพียงสาระย่อยๆเพียงสาระเดียวในแต่ละสาขาวิชา   ซึ่งสามารถแยกและแตกแขนงได้มากมาย เช่นการเรียนสาขาวิชาอาหาร-ขนม ก็จะแยกเป็นอาหารไทย และอาหารนานาชาติ  จากอาหารไทยก็แยกเป็นแกงเผ็ด  จากแกงเผ็ดก็แยกเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่าง เป็นต้น การจัดหลักสูตรการสอนวิชาชีพระยะสั้นจะเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน  และผู้เรียนก็จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพได้ทันที  ดังคำกล่าวของ "ศ.ด.ร. แนม บูญสิทธิ์"  ผู้ก่อกำเนิดการศึกษาวิช่าชีพระยะสั้นในไทย ได้เคยกล่าวไว้ว่า "การสอนวิชาชีพระยะสั้นมิใช่เป็นการสอนแต่เป็นการเสกความรู้ให้อยู่ในตัวศิษย์ "


สำหรับการศึกษาในระบบโรงเรียนด้านอาชีวศึกษา   ก็เป็นอีกเส้นทางหนี่งที่ผู้เรียนสามารถเรียนได้ถึงระดับปริญญาในสายวิชาชีพ  ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เป็นหลักในการจัดการศึกษาวิชาชีพสำหรับระบบนี้ก็คือสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานอื่นๆที่มีการจัดการศึกษาในลักษณะนี้ เช่นการรถไฟแห่งประเทศไทย  และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นต้น  นอกจากนั้นสถานประกอบการหลายแห่งก็หันมาจัดการศึกษาด้านนี้     เพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตนเอง เช่น เซเว่น - อีเลฟเว่น  เป็นต้น โดยมีการจัดหลักสูตร 3 ระดับ คือ ปวช. , ปวส. และ ป.ตรี สายปฏิบัติการ
1. ปวช. ผลิตเพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพระดับฝีมือ
2. ปวส. ผลิตเพื่อให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพระดับเทคนิค
3. ป.ตรี สายปฏิบัติการ    ผลิตเพื่อให้เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพระดับ ป.ตรี  สายปฏิบัติการ      หรือหากเป็นวิชาชีพทางช่างก็จะเป็นวิศวกรด้านปฏิบัติ (Practical Engineer)  "Practical" หมายถึงทำได้จริง ไม่ใช่รู้แต่ทฤษฎี

เป็นที่ทราบกันว่าผู้ที่เลือกเรียนสายอาชีวศึกษา  จัดเป็นผู้ที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำ  แต่ถ้าหากเป็นผู้เรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี ก็มักจะสอบเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมปลายในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง หรือนักเรียนที่อยู่ในระดับปานกลางสถานศึกษาต้นน้ำก็จะดึงให้เรียนต่อในชั้นม.ปลายของโรงเรียน เพื่อผลงาน ตัวเลข และค่าหัว ดังนั้นผู้ที่สำเร็จการศึกษาม.ต้น ที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำ หรือที่มีนิสัยเกเร  จึงถูกโรงเรียนต้นน้ำเหล่านี้คัดออก และให้มาศึกษาในสถานศึกษาของอาชีวศึกษาทั้งของรัฐบาลและเอกชน  จึงทำให้ผู้เข้ามาศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาส่วนใหญ่จึงเป็นผู้มีผลการเรียนในระดับต่ำ ซึ่งตามความเป็นจริงผู้ที่เข้ามาศึกษาต่อด้านอาชีวศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนเตรียมวิศวกร ควรเป็นผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับดี จึงจะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพเพียงพอที่จะไปแข่งขันกับเพื่อนๆในประชาคมอาเซึยนได้


จากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นนักเรียนทุนพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  ที่ทรงพระเมตตาพระราชทานทุนให้กับนักเรียนที่สำเร็จชั้นม.ต้น (เกรด 9) ที่มีผลการเรียนดี และสื่อสารภาษาไทยได้ ของวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าศึกษาต่อในระดับ ปวช. ของวิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ ในสาขาวิชาช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์  พืชศาสตร์ และสัตวศาสตร์ สาขาละ 4 ราย รวม 16 ราย  ผลการเรียนผู้ที่ได้รับทุนฯทั้งหมดที่สำเร็จการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไม่ต่ำกว่า 3.5 บางคนได้ถึง 4 แม้แต่วิชาภาษาไทย ก็ยังได้ระดับ 4 นักเรียนไทยเองยังได้เกรดน้อยกว่า  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ครูไทยได้เดินทางไปที่วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล เพื่อสอนวิชาชีพ แต่ท่านสื่อสารภาษาขะแมร์ไม่ได้  จึงให้นักเรียนทุนฯซึ่งเรียนอยู่ชั้นปวช. 1 เป็นล่ามให้ ปรากฏว่าเมื่อนักเรียนได้เป็นล่ามให้ครูเพียง 1-2 รอบ นักเรียนก็บอกกับครูว่าจะขอลองสอนเองบ้าง ซึ่งนักเรียนคนนั้นก็สามารถสอนได้และสอนได้ในระดับดี สร้างความแปลกใจให้กับผู้พบเห็นหลายคน


ตามจริงการอาชีวศึกษาเป็นการศึกษาที่เหมาะกับผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทุกระดับ  ทั้งระดับต่ำ  ระดับปานกลาง  และระดับสูง ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาควรดำเนินการ   ก็คือ การจัดสร้างเส้นทางความก้าวหน้า (Career Path) ทางการศึกษาสู่ความก้าวหน้าทางอาชีพ  โดยแบ่งความก้าวหน้าตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับม.ต้น (ม.3) เป็น 3 ระดับ คือระดับต่ำได้เกรด 1 ไม่ถึง 2  ระดับปานกลาง ได้เกรด 2 ไม่ถึง 3 และระดับสูง ได้เกรด 3 ขึ้นไป  โดยควรมีการแบ่งเส้นทางความก้าวหน้าในแต่ละระดับดังนี้

ผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับต่ำ ให้เรียนหลักสูตร ปวช. เมื่อสำเร็จแล้ว ให้ทำงาน 1 ปี จากนั้นให้เข้าศึกษาต่อ ในระดับปวส. แล้วให้ทำงานอีก 2 ปี จึงให้ศึกษาต่อในระดับ ป.ตรี
 
ผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง  ให้เรียนหลักสูตร ปวช. และต่อระดับ ปวส.เมื่อสำเร็จปวช.  แล้วให้ทำงาน 1 ปี จึงให้ศึกษาต่อในระดับ ป.ตรี

ผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง ให้เรียนหลักสูตร ปวช. และต่อระดับ ปวส. จากนั้นให้ต่อในระดับ ป.ตรี เมื่อจบปวส.

หากมีการจัดการได้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ประเทศเราก็คงไม่ขาดแคลนวิชาชีพที่มีฝีมือ ผู้ที่ศึกษาด้านอาชีวศึกษาก็สามารถทำงานเพื่อหาประสบการณ์ และเรียนเพื่อความก้าวหน้าของตนเอง เมื่อทำงานสลับกับการเรียนก็จะทำให้ผู้นั้นมีความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักหน้าที่ และมีความรับผิดชอบ  ที่สำคัญภาครัฐจะต้องสนับสนุนและให้แรงจูงใจ เช่นค่าจ้างก็ควรจะต้องกำหนดให้สูง เช่นจบปวส. อาจกำหนดค่าจ้างให้เท่ากับ ป.ตรี  ที่สำเร็จป. ตรีสายสังคมศึกษา เป็นต้น


หากเราจูงใจให้นักเรียนที่มีผลการเรียนดีมาเรียนด้านอาชีวศึกษา  และจัดเส้นทางความก้าวหน้าทางการศึกษา และการประกอบอาชีพ  ตลอดจนการส่งเสริมให้ค่าจ้างอยู่ในระดับสูง ผู้คนหลากหลายก็จะหันมาเรียนอาชีวศึกษาเพื่อช่วยกันสร้างชาติ เช่นประเทศเยอรมันนี หรือออสเตรเลีย ที่ประชากรของเขาให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษาในระดับต้นๆ เพราะเขาถือว่าการสร้างชาติหรือการที่จะให้ประเทศพัฒนาไปได้  ต้องอาศับผู้ที่ทำงานด้วยแรงกาย แรงใจ ทักษะฝีมือและประสบการณ์  หากทำได้เช่นอารยะประเทศ    บ้านเราก็คงมีผู้คนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะแข่งขัน และเป็นผู้นำในวิชาชีพสาขาต่างๆในกลุ่มอาเซียน   แต่หากให้สถานการณ์ของผู้ที่เข้ามาเรียนด้านอาชีวศึกษาเป็นอยู่ในสภาพเช่นนี้  ในอนาคตเราก็คงมีประชากรที่ต้องจ้างแรงงานต่างชาติเพื่อใช้บริการ  หรืออาจเป็นลูกจ้างประชากรของเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน  หากสถานการณ์เป็นเช่นดังกล่าว  เราจะทนได้หรือ............



วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความสูญเปล่าในการผลิตครูผู้สอน

ปัจจุบันผู้ที่มีผลการสอบคัดเลือกไม่อยู่ในระดับที่ถูกคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะที่ต้องการ  จึงถูกคัดให้มาเรียนวิชาชีพครู เนื่องจากได้เลือกวิชาชีพนี้ในระดับรอง  แต่หากถามความรู้สึกจริงๆ น้อยคนนักที่อยากเป็นครู   เพียงแต่ต้องการให้ได้ชื่อว่าเป็น  นิสิตหรือนักศึกษาของสถาบันที่มีชื่อเสียงเท่านั้น  แต่เขาเหล่านั้นอาจคิดผิดที่เลือกเรียน  เนื่องจากมิใช่ตัวตนของผู้นั้นจริงๆ และที่สำคัญหากสอบบรรจุไม่ได้  หรือไม่ได้ประกอบอาชีพครู จะไปประกอบอาชีพอะไร  หลายคนต้องขายของ หลายคนขายประกัน  หลายคนอยู่บ้านเฉยๆ  และอีกมากมายที่ต้องไปทำงานที่ไม่ตรงกับวิชาชีพที่เรียน   ทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายของตนและงบประมาณของรัฐ  ที่สำคัญประเทศก็ไม่ได้คนที่เก่งจริงๆมาเป็นครู

หลักสูตรการสอนในคณะศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์  เน้นเนื้อหาวิชาการถ่ายทอดความรู้  รวมทั้งวิชาเอก วิชาโท เช่น วิทยาศาสตร์  ภาษาไทย  และคณิตศาสตร์  เป็นต้น   ดังนั้นนิสิตนักศึกษาจึงต้องเรียนวิชาดังกล่าวผสมผสานกันไป  หากจะหวังความลีกซึ้งในวิชาเอกและวิชาโท คงหวังมากไม่ได้  เนื่องจากต้องใช้เวลาส่วนมากในวิชาการสอนทั้งหลาย   วันใดที่มาเป็นครูที่มิใช่ผู้ชอบศึกษาหรือค้นคว้าหาความรู้ด้วยแล้ว  ก็คงต้องสอนตามหลักสูตรกันไป  ประกอบกับการใช้วิชาเอกและวิชาโทที่เรียนมาเพียงบางส่วนสอนนักเรียน  ผลก็คือไม่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์หรือลงลึกในเนื้อหาหรือแก่นของวิชา เพื่อให้นักเรียนมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล  หรือมีความคิดสร้างสรรค์ได้

ดังนั้นผู้ที่สำเร็จวิชาชีพครูที่มาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ  ควรมีการบรรจุให้สอนเพียงชั้นประถมศึกษาเท่านั้น  เนื่องจากไม่ต้องใช้วิชาการที่ต้องลงลึกมาก  แต่ควรเน้นวิชาที่เป็นพื้นฐานที่จะเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษา ที่สำคัญจะต้องให้เวลากับกิจกรรมต่างๆให้มาก เช่น กิจกรรมลูกเสือ กิจกรรมกีฬา กิจกรรมการค้นคว้าหาความรู้  อนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  ความเข้าใจวัฒนธรรมประเพณีไทย  แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ  การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม  กิจกรรมทางศาสนา ความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันกษัตริย์  และกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์  ทั้งนี้เพื่อปลูกฝัง และเตรียมผู้ที่เป็นอนาคตของชาติ ที่เป็นที่หวังของพวกเราทุกคน

สำหรับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป  ควรมีการสอบคัดเลือกจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา  ในคณะที่จะนำไปประกอบวิชาชีพจริงๆ  เช่น วิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์  อักษรศาสตร์  ศิลปกรรมศาสตร์  โบราณคดี  และอื่นๆ   ซึ่งเราก็จะได้คนเก่งและผู้ที่ต้องการเป็นครูจริงๆ จากการสอบคัดเลือก  ที่สำคัญบุคคลเหล่านี้ ได้เรียนรู้วิชาชีพเฉพาะเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพมาแล้ว  จึงสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ และศาสตร์แห่งวิชานั้นๆให้กับศิษย์ได้ในเชิงลึกและชัดเจน และเมื่อคัดเลือกได้ครูที่มีวิชาชีพเฉพาะนี้แล้ว   ก็คงต้องให้ศึกษาในวิชาชีพครู  โดยเน้นวิชาว่าด้วยการถ่ายทอด การจัดทำสื่อการเรียนการสอน จิตวิทยาวัยรุ่น และการฝึกการสอน  โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี  และเมื่อใดที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพครู  ก็ยังสามารถนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาประกอบวิชาชีพได้อีก

ที่ผ่านมาประเทศเราไม่เคยกำหนดการก้าวเดินไปของอนาคตของชาติ   ต่างคนต่างทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง  หากเราไม่เริ่มเสียวันนี้ อนาคตของชาติจะเป็นเช่นไร  จะมีก็เพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่พอจะพึ่งพาได้  แต่ประชาชนคนส่วนใหญ่เล่าเราได้ให้ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อให้เขาสามารถยืนอย่างสง่างามร่วมกับเพื่อนๆในประชาคมอาเซียน หรือประชาคมโลกได้มากน้อยเพียงใด




วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

โรงเรียนพระราชทาน กำปงเฌอเตียลสายใยไทย-กัมพูชา

ไทยและกัมพูชา มีพื้นที่ของทั้งสองประเทศติดต่อกัน แต่ก็มีพื้นที่บางส่วนที่เคยเป็นของไทยแต่ต้องตกไปเป็นของกัมพูชา โดยนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส กอปรกับประวัติศาสตร์ได้บันทึกถึงความหมางใจกันระหว่างประเทศทั้งสอง ทำให้ประชากรของทั้ง 2 ประเทศ เมื่อได้เรียนรู้หรือรับรู้ประวัติศาสตร์ก็ย่อมมีความไม่พอใจ   ซึ่่งกันและกัน ทำให้มีการกระทบกระทั่งกันเสมอมา


อย่างไรก็ตาม ความบาดหมางแม้จะรุนแรงเพียงใด ก็มิอาจตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ได้  เสมือนมีสายใยเล็กๆยึดโยงเอาไว้ มิให้สายสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศนี้ขาดจากกัน สิ่งที่เป็นสายใยนี้ ก็คือพระเมตตาแห่ง "สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี" ที่ทรงพระราชทาน "วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" ให้กับประชาชนชาวกัมพูชา สืบเนื่องจากที่พระองค์ท่านเสด็จ  ณ  ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อทอดพระเนตรโบราณสถานหลายครั้ง ปรากฏว่ามีประชาชนชาวกัมพูชา จำนวนมากมายมารับเสด็จทุกครั้ง พระองค์ท่านจึงมีพระราชดำริที่จะพระราชทาน "ของขวัญอันยั่งยืน"  เพื่อตอบแทนการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยน้ำใจไมตรีให้กับประชาชนชาวกัมพูชา  นั่นก็คือการให้การศึกษา


"วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" จึงถือกำเนิดจากพระเมตตาของพระองค์ท่าน บนเนื้อที่ 45 ไร่ (ปัจจุบันขยายเป็น 117 ไร่)  ในอำเภอ "ปราสาทซ็อมโบร์" จังหวัด "กำปงธม" ซึ่งอยู่กลางใจประเทศ อยู่ใกล้กับโบราณสถาน "ไพรกุก" หรือ "ปราสาทซ็อมโบร์" ซึ่งมีการสร้างสมัย "พระเจ้าอิสานวรมัน" ในพุทธศตวรรษที่ 11  สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ค่อนข้างกันดาร กอปรกับเคยเป็นที่อยู่ของกองกำลัง "เขมรแดง" ในอดีต  โดยห่างจากจังหวัดกำปงธมประมาณ 35 กิโลเมตร ผู้ที่เคยมาเยือนมักกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นสถานศึกษาที่สวยที่สุดในกัมพูชา


การก่อสร้างสถานศึกษาแห่งนี้ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้าง ณ สถานที่ที่ใกล้กับโบราณสถานเพื่อให้เยาวชนรักและหวงแหนสิ่งที่มีอยู่ และจากการสำรวจพบว่าประชาชนชาวกัมพูชามีผู้ไม่รู้หนังสือจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่แห่งนี้เยาวชนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา เนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์   ทำให้สถานศึกษาแห่งนี้จึงเป็นเสมือนแสงสว่างแห่งความหวังของชีวิตใหม่


"วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" มีการจัดการศึกษา  สายสามัญในระดับมัธยมศึกษา  และสายอาชีพ   ในระดับปวช.  โดยสายสามัญจะรับนักเรียนตั้งแต่เกรด 7-12 (ม.1-ม.6) และสายอาชีพจะรับจากนักเรียนเกรด 9 (ม.3) เข้าเรียนต่ออีก 3 ปี ใน 4 วิชาชีพคือ  วิชาชีพช่างไฟฟ้า  วิชาชีพช่างอิเล็กทรอนิกส์  วิชาชีพกสิกรรม  และวิชาชีพปศุสัตว์  โดยในระยะแรกคณะครุศาสตร์จุฬารับผิดชอบสายสามัญ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษารับผิดชอบสายอาชีพ โดยความควบคุมของกรมราชองครักษ์


สิ่งสำคัญยิ่งนอกจากอาคารและการจัดหาอุปกรณ์/สื่อการเรียนการสอนนั้นก็คือ การพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด  ที่จะทำให้การจัดการศึกษามีคุณภาพ  โดยได้มีการวางแผนพัฒนาบุคลากรทั้งระยะสั้นและระยะยาว  ซึ่งในระยะสั้นนั้นได้นำครูวิชาชีพไปฝึกทักษะวิชาชีพเป็นระยะๆ ระยะเวลาละประมาณ 1 เดือน ณ วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ สำหรับการพัฒนาบุคลากรในระยะยาวนั้น ครูจะได้รับทุนพระราชทานให้ศึกษาต่อในระดับป.ตรี และ ป.โท ส่วนนักเรียนสายสามัญจะได้รับทุนพระราชทานเข้าศึกษาในระดับ ป.ตรี  ส่วนนักเรียนในสายอาชีพจะได้รับทุนพระราชทานในระดับ ปวส. ตามสาขาวิชาชีพที่สำเร็จ ซึ่งทุนในระดับป.ตรี และป.โททั้งครูและนักเรียนจะเข้าศึกษาในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐในประเทศไทย แต่สำหรับสายอาชีพจะเข้าศึกษาในสถานศึกษาด้านอาชีวศึกษาของจังหวัดศรีสะเกษ


การคัดเลือกผู้ที่จะได้รับทุนพระราชทาน โดยผู้ประสงค์จะเข้ารับทุนจะต้องสามารถเขียน อ่าน และสื่อสารภาษาไทยได้ดี  ทำให้ปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับทุนพระราชทานทั้งสายสามัญและสายวิชาชีพสำเร็จการศึกษามาเป็นจำนวนมาก และสามารถเขียน อ่าน สื่อสารภาษาไทยได้ทุกคน ซึ่งปัจจุบันเขาเหล่านั้นได้มาบรรจุเป็นครู และมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีพ แก่รุ่นน้องรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้มีชีวิตที่ก้าวหน้าหลุดพ้นจากความยากจน สรรสร้างความเจริญให้กับแผ่นดินเกิด


ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาจาก "วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" เป็นจำนวนมาก เขาเหล่านั้นต่างก็แยกย้ายไปช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว ด้วยผลจากความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ ความขยัน ตั้งใจ และความต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้หน่วยงานหรือสถานประกอบการที่รับผลผลิตจากสถานศึกษาแห่งนี้ ต่างให้การยอมรับในคุณภาพ


ความยึดมั่นในจารีต และความมีวินัย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะเพิ่มคุณค่าของความเป็นคน  ซึ่งจะพบเห็นได้จากสถานศึกษาแห่งนี้  เช่นการลงจูงจักรยานเมื่อเข้าเขตโรงเรียน โดยไม่ต้องมีครูยืนดูอยู่หน้าประตู  หรือการเรียนในห้องเรียนขณะที่ครูกำลังสอน นักเรียนทุกคนจะนิ่งเงียบและตั้งอกตั้งใจฟังคำสอนของครูตลอดชั่วโมงการเรียน   นอกจากนั้นการรับหรือส่งสิ่งของใดๆให้กับทุกคน  นักเรียนจะส่งสิ่งของด้วย 2 มือเสมอ  พบผู้ใหญ่จะไหว้ทักทาย  และกรณีที่มีนักเรียนหญิงและนักเรียนชายคุยกัน เมื่อเห็นว่ามีผู้ใหญ่ผ่านมาพบเห็น  ทั้งคู่จะเดินแยกจากกันทันที


หากไม่มี "โรงเรียนพระราชทานกำปงเฌอเตียล" ณ วันนี้ สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอาจขาดลง และเยาวชนจำนวนมากก็คงไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา คงมีแต่ความสิ้นหวัง มีแต่ความลำบาก ยากจน    พระเมตตาแห่ง     "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี"    แผ่ไปทั่วมิได้เฉพาะพสกนิกรชาวไทยเท่านั้น  แต่พระเมตตานี้จะแผ่ไปถึงมวลมนุษยชาติ โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ดั่งที่ทรงรับสั่งไว้ว่า "ความต้องการของข้าพเจ้าคือต้องการมีส่วนร่วมในการให้การศึกษาเยาวชนกัมพูชา ซึ่งเป็นเยาวชนที่มีศักยภาพเป็นอย่างดี และถ้าได้ศึกษาเล่าเรียนและฝึกอบรมที่ดีแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคมกัมพูชา และสังคมโลกสืบไป"



วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

Boss มากมาย Leader น้อยนิด

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ย่อมต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  เพื่อพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือกัน และเพื่อให้กลุ่มมีพัฒนาการที่ดี  จึงต้องมีผู้ชี้นำกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นหัวหน้าเผ่าในการปกครองแบบโบราณ    และรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่จนเป็นประเทศ ที่มีกษัตริย์หรือจักรพรรดิหรือชื่ออื่นๆเป็นผู้ปกครองประเทศ  ซึ่งสิ่งสำคัญในการปกครองก็คือการให้ผู้อยู่ใต้ปกครองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพียบพร้อมด้วยปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค


ปัจจุบันมีหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน มากมาย  ที่มีแต่ "Boss" หรือหัวหน้า หรือผู้ที่เป็น "ผู้สั่ง"ที่มิได้นำคุณธรรมมาใช้ในการปกครอง  ก่อให้เกิดปัญหามากมาย ทำให้ไม่สามารถนำพาองค์กรให้มีความเจริญก้าวหน้าได้   แต่สำหรับผู้ใช้ที่คุณธรรมในการปกครองเราเรียกว่า "Leader" หรือ "ผู้นำ"  


ผู้ที่มีคุณสมบัติการเป็น "ผู้นำ" เราจะเห็นได้จากการที่เขามักแสดงพฤติกรรมในเชิงบวก เช่น

  • ฝึกให้คนทำงานแทนการบังคับให้ทำงาน   
  • ใช้ไมตรีแทนการใช้อำนาจ
  • สร้างความศรัทราแทนการสร้างความกลัว
  • ช่วยแก้ปัญหาแทนการตำหนิ


การที่จะให้ผู้อยู่ใต้ปกครองอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข   และร่วมกันพัฒนาองค์กรให้เจริญรุ่งเรืองได้นั้น   ผู้ปกครองที่ดี หรือผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรม  ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงมอบหลัก "ทศพิธราชธรรม" ให้ "กษัตริย์"ผู้ปกครองประเทศในสมัยพุทธกาลให้ใช้เป็นคุณธรรมประจำตน



หลักแห่ง "ทศพิธราชธรรม" นี้ ไม่ได้ใช้เฉพาะกับ "กษัตริย์" เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ได้กับผู้ที่อยู่ในสถานะที่ต้องปกครองผู้คนไม่ว่าในระดับใด ซึ่งหลัก "ทศพิธราชธรรม"  ประกอบด้วยหลักการปฏิบัติตน 10 ประการ ดังนี้

ประการที่ 1  คือ "ทาน" หมายถึง "การให้" ที่ไม่เลือกกลุ่มเลือกคน ทั้งนี้เพื่อก่อให้ความสงบสุข
             
ประการที่ 2  คือ "ศีล"  หมายถึง "ความประพฤติสิ่งที่ดีงาม" ซึ่งก็คือการรักษาศีล ละเว้นในสิ่งที่ ไม่เหมาะไม่ควร                             

ประการที่ 3  คือ "ปริจจาคะ" หมายถึง "การเสียสละ" เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม

ประการที่ 4  คือ "อาชชวะ"  หมายถึง "ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจ" ไม่ทุจริตและดูแลไม่ให้เกิดการทุจริตได้
                                 
ประการที่ 5  คือ "มัททวะ" หมายถึง "ความสุภาพอ่อนโยน" น้อมน้อมกับผู้ใหญ่  ถ่อมตนกับผู้น้อย ไม่เลือกคนไม่เลือกกลุ่ม
                                 
ประการที่ 6  คือ "ตะปะ" หมายถึง "ความเพียร" ขยันตั้งใจปฏิบัติงานอย่างไม่เบื่อหน่าย              

ประการที่ 7  คือ "อักโกธะ" หมายถึง "ความไม่โกรธ" มีอารมณ์สุขุมเยือกเย็น มีเมตตา

ประการที่ 8  คือ "อวิหิงสา" หมายถึง "การไม่เบียดเบียน" ไม่รบกวนจนผู้น้อยต้องเดือดร้อน

ประการที่ 9  คือ "ขันติ" หมายถึง "ความอดทน" ไม่หมดกำลังใจและไม่ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่

ประการที่10 คือ "อวิโรธนะ" หมายถึง "ความยุติธรรม" กับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน

หลัก "ทศพิธราชธรรม" ทั้ง 10 ประการนี้  เป็นหลักการปกครองที่ดีเลิศ แต่นับวันเราจะหาผู้ที่ใช้คุณธรรมในการปกครองยากขึ้นทุกที   ทำให้สมาชิกในองค์กร ไม่มีความรักในองค์กร  ไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ อยู่แบบตัวใครตัวมัน  มีความเห็นแก่ตัวสูง ในที่สุดองค์กรนั้นก็คงต้องล่มสลาย นี่ก็เป็นเหตุแห่งการที่ผู้ปกครองในองค์กร หรือหน่วยงานทุกระดับส่วนใหญ่ไม่มีคุณธรรม  ไม่ยึดหลักแห่ง "ทศพิธราชธรรม"  เพราะสังคมปัจจุบันมีแต่ "Boss" แต่ขาด "Leader"






วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

BLOCK RELEASE หนทางของอาชีวศึกษาสู่การแข่งขันในกลุ่มอาเซียน

แต่เดิมอาชีวศึกษาเป็นการจัดการศึกษา เพียงเพื่อสร้างคนให้มีอาชีพเพื่อเป็นกำลังคนที่จะพัฒนาภายในประเทศเท่านั้น แต่ปัจจุบันอาชีวศึกษาต้องผลิตกำลังคน เพื่อตอบสนองต้องการแรงงานทั้งในประทศและประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่คงจะต้องมีการแข่งขันกันในระดับสูงอย่างแน่นอนซึ่งเป็นผลจากข้อตกลง ของประเทศในกลุ่มอาเซียน จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย,พม่า,ลาว,กัมพูชา,มาเลเซียเวียตนาม,ฟิลิปปินส์,สิงคโปร์,บรูไน และอินโดนีเซีย พร้อมใจเพื่อจะเปิดเสรีทางการค้าและแรงงาน "FTA" ซึ่งจะเริ่มในปี พ.ศ. 2558 นี้

ซึ่งหัวใจสำคัญของการแข่งขันในประชาคมโลกนั้น ก็คือการผลิตกำลังคนให้มีทักษะและมาตราฐานเพียงพอที่จะอยู่ในระดับที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศที่อยู่ในประชาคมเดียวกันได้ หากเราไม่สามารถผลิตกำลังคนให้มีทักษะได้มาตรฐาน หรือไม่มีคุณภาพ โอกาสที่กำลังคนของเราก็จะไม่เป็นที่ต้องการของสมาชิกในประชาคม และในทางกลับกัน ผู้ประกอบการในประเทศของเราอาจจะเลือกจ้างกำลังคนในกลุ่มอาเซียนแทนการจ้างานคนไทยด้วยกัน ทำให้เราเสียโอกาสในการที่จะทำงานทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อการลดลงของรายได้ประชาชาติ และสภาวะการว่างงาน

ซึ่่งหน่วยงานที่ผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพ ในปริมาณที่สูงกว่าทุกหน่วยงานก็คือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยมีการผลิตกำลังคนทั้งใน "ระดับกึ่งฝีมือ" (ระยะสั้น) , "ระดับฝีมือ" (ปวช.) และ "ระดับเทคนิค" (ปวส.) และในอนาคตก็จะมีการผลิตกำลังคนในระดับ "ป. ตรี" (ภาคปฎิบัติ)

แต่น่าเสียดายที่ระบบการจัดการเรียนการสอน ของสอศ. มิได้ตอบสนองรูปแบบ และระบบการผลิตกำลังคนที่ถูกต้อง และเน้นทักษะฝีมือเท่าที่ควร ซึงจะเห็นได้จากการสถานประกอบการจะต้องมีการพัฒนาทักษะผู้สำเร็จการศึกษาก่อนทุกครั้ง โดยไม่สามารถให้ผู้สำเร็จการศึกษาลงมือปฏิบัติงานได้ทันที และจากการทดสอบมาตรฐานฝีมือผู้สำเร็จการศึกษา มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ถือว่าได้ระดับมาตรฐาน

สาเหตุที่สำคัญที่มีผลต่อความด้อยคุณภาพของอาชีวศึกษา ก็คิอการจัดการศึกษาที่เน้นภาคทฤษฏี โดยเฉพาะการจัดตารางเรียนเป็นแบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวคือตารางเรียนด้านวิชาชีพ มีการจัดวางรายวิชาต่างๆ แยกเป็นส่วนๆ เช่นรายวิชาเครื่องกลไฟฟ้า จะต้องมีการปฎิบัติการพันมอเตอร์ ก็มีการจัดตารางเรียนวิชานี้เป็นสัปดาห์ละ 3 คาบ บ้าง 4 คาบบ้าง ถ้าจะเรียนวิชานี้อีกตรี้งก็ต้องรอเรียนในสัปดาห์หน้า และสัปดาห์ถัดๆไปจนจบหลักสูตร ทำให้การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของผู้เรียนไม่ต่อเนื่อง

ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ของผู้เรียนรวดเร็ว และต่อเนื่อง เฉพาะรายวิชาชีพจะต้องจัดตารางเรียนแบบ "ฺBLOCK RELEASE" ซึ่งก็คือการจัดตารางเรียนโดยมีการเรียนการสอนที่จบเป็นวิชาๆไป เมื่อเรียนวิชาที่ 1 จบ ก็สามารถวัดผลได้เลย จากนั้นก็ขึ้นวิชาที่ 2 และเรียนวิชาอื่นจนครบหลักสูตร ซึ่งก็คือการเรียนทีละวิชานั่นเอง สำหรับวิชาสามัญควรจัดให้เป็นตารางเรียนแบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะไม่สามารถเรียนแบบ "ฺBLOCK RELEASE" ได้ โดยควรจัดการเรียนการสอนเริ่มในสัปดาห์ต้นๆของภาคเรียน เมื่อเรียนวิชาสามัญจบทุกวิชาแล้ว จึงจัดสอนรายวิชาชีพ แบบ "ฺBLOCK RELEASE" ซึ่งในระดับ "ปวช" วิชาสามัญควรเป็นวิชาสัมพันธ์วิชาชีพ เช่น การเรียนสาขาไฟฟ้า ก็จะต้องเป็น " วิทยาศาสตร์ช่างไฟฟ้า" , "คณิตศาสตร์ช่างไฟฟ้า", "อังกฤษเทคนิคช่างไฟฟ้า" เป็นต้น แต่ที่จะขาดไม่ได้ก็คือ "ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร" เพราะเราจะต้องผลิตกำลังคนเข้าแข่งขันกับเพือสมาชิกในกลุ่มอาเซียน เพราะการสื่อสารภาษาอังกฤษถือว่าเป็นจุดอ่อนของคนไทย ซึ่งมีผลต่อการขาดโอกาสในการทำงาน หากทักษะเยี่ยม แต่สื่อสารภาษาโลกไม่ได้ ก็อาจจะไม่สามารถเป็นแรงงานในระดับหัวหน้าได้

ดังนั้น "อาชีวศึกษา" จะต้องเร่งปรับระบบการเรียนการสอนวิชาชีพ เร่งปรัปรุงหลักสูตรให้ได้มาตรฐาน และทันสมัย เร่งพัฒนาบุคลากรประเภทผู้สอน อย่างเร่งด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป




วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อนุรักษ์พลังงานด้วยโลว์เทคโนโลยี

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ความพยายามของมนุษย์เพื่อเอาชนะธรรมชาติ และสร้างความสะดวกสบาย อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนมนุษย์กลายเป็นผู้วิเศษไปแล้วในสายตาของคนโบราณ เพราะมนุษย์สามารถควบคุมสภาพอากาศให้มีอุณหภูมิได้ตามต้องการ (เครื่องปรับอากาศ) สามารถควบคุมแสงสว่างได้ (หลอดไฟ) สามารถเดินทางได้ด้วยความรวดเร็ว (รถยนต์/รถไฟ) สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ (เครื่องบิน/จรวด) มีหูทิพย์ (วิทยุ/โทรศัพท์) มีตาทิพย์ (โทรทัศน์) มีความจดจำเป็นเลิศ (อุปกรณ์บันทึกข้อมูล) สามารถคำนวน/ประมวลผลที่รวดเร็วไม่ผิดพลาด (คอมพิวเตอร์) และยังมีสิ่งวิเศษอีกมากมายที่มนุษย์พยายามประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตามสิ่งที่มนุษย์จะต้องสูญเสียและต้องแลกเปลี่ยน ให้ได้มาซึ่งความสะดวกสบายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ก็คือพลังงาน ดังนั้นมนุษย์จึงต้องหาแหล่งพลังงานเพื่อให้ทันกับความต้องการ ของการสนองตอบต่อความสุขความสบายของมนุษย์ ยิ่งมนุษย์ต้องการอุปกรณ์ที่สร้างความสะดวกสบายมากขึ้นเท่าไร พลังงานของโลกก็จะถูกเผาผลาญ และเสียสมดุล ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม และมนุษย์ก็คงต้องถูกเอาคืนจากธรรมชาติ จนไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองได้

จากอดีตจนปัจจุบันอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆบริษัทผู้ผลิตได้แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในอุปกรณ์ต่างๆในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเหตุผลเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน แต่ผู้ผลิตเหล่านี้กลับได้รับผลทางด้านธุรกิจมากมาย ในลักษณะครบวงจร กล่าวคือ บริษัทจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น สามารถจำหน่ายอะไหล่ได้ และสามารถบริการซ่อม และบำรุงรักษาหลังการขายได้ เพราะยิ่งใช้เทคโนโลยีสูงเท่าไร โอกาสที่ผู้ใช้จะให้ร้านซ่อมทั่วไป หรือช่างจากบริษัทอื่นซ่อม ก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะบริษัทนี้เท่านั้น เช่น ธุรกิจรถยนต์รุ่นใหม่ ก็จะต้องเข้าศูนย์ฯของบริษัทเมื่อเกิดอาการเสีย โดยที่อู่ซ่อมรถทั่วไป ไม่สามารถตรวจสอบและซ่อมอาการเสียและหาสาเหตุได้ หากเขาตรวจสอบว่าอะไหล่ตัวใดหมดอายุ ก็ต้องเปลี่ยนตามที่เขาเสนอมา โดยที่เราไม่มีสิทธิ์ไปยืนดูการซ่อมว่าเขาทำอะไรกับรถเราบ้าง เรามีหน้าที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว

หากจะพิจารณาแล้วจะเห็นว่าอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยียิ่งสูงเท่าไร ถึงแม้มนุษย์จะมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่การสิ้นเปลืองพลังงานก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน เช่น การปิดโทรทัศน์โดยใช้รีโมทก็สิ้นเปลืองกระแสไฟมากกว่าการปิดสวิตช์ที่เครื่อง หรือการใช้รถยนต์เกียร์ธรรมดา ก็ประหยัดน้ำมันกว่าการใช้เกียร์ออโต้ (เรื่องนี้ถามคนขับแทกซี่ได้) นอกจากนั้นการใช้เครื่องซักผ้าแบบกึ่งอัตโนมัติ (แบบ 2 ถัง) ก็จะประหยัดพลังงานกว่าเครื่องซักผ้าแบบอัตโนมัติ (แบบถังเดียว) เพราะสามารถประหยัดได้ทั้งน้ำและไฟฟ้า ที่สำคัญมีความทนทานกว่าเนื่องจากใช้มอเตอร์ 2 ตัว แยกกันซัก และสะบัดผ้า นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย ที่ต้องสูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้นจากการใช้ ไฮ-เทคโนโลยี

ในสภาวะปัจจุบันปรากฏการณ์จากภัยธรรมชาติ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ คงถึงเวลาที่ธรรมชาติจะเอาคืน ในสิ่งที่มนุษย์ได้ช่วยกันผลาญทำลายทรัพยากรของธรรมชาติตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เราคงจะทำได้เพียงให้ธรรมชาติได้เห็นใจเพื่อยืดเวลาการเอาคืน ด้วยการช่วยกันอนุรักษ์การใช้พลังงาน ด้วยการใช้อย่างประหยัด ใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น ใช้อย่างระมัดระวัง เพราะทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่สมบัติของเราแต่เป็นสมบัติของมวลมนุษย์ชาติในอนาคต ซึ่งขณะนี้เราได้แอบใช้ทรัพยากรของเขาทั้งหลาย โดยเขาเหล่านั้นยังไม่อนุญาต