พานิชพล มงคลเจริญ

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความสูญเปล่าในการผลิตครูผู้สอน

ปัจจุบันผู้ที่มีผลการสอบคัดเลือกไม่อยู่ในระดับที่ถูกคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะที่ต้องการ  จึงถูกคัดให้มาเรียนวิชาชีพครู เนื่องจากได้เลือกวิชาชีพนี้ในระดับรอง  แต่หากถามความรู้สึกจริงๆ น้อยคนนักที่อยากเป็นครู   เพียงแต่ต้องการให้ได้ชื่อว่าเป็น  นิสิตหรือนักศึกษาของสถาบันที่มีชื่อเสียงเท่านั้น  แต่เขาเหล่านั้นอาจคิดผิดที่เลือกเรียน  เนื่องจากมิใช่ตัวตนของผู้นั้นจริงๆ และที่สำคัญหากสอบบรรจุไม่ได้  หรือไม่ได้ประกอบอาชีพครู จะไปประกอบอาชีพอะไร  หลายคนต้องขายของ หลายคนขายประกัน  หลายคนอยู่บ้านเฉยๆ  และอีกมากมายที่ต้องไปทำงานที่ไม่ตรงกับวิชาชีพที่เรียน   ทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายของตนและงบประมาณของรัฐ  ที่สำคัญประเทศก็ไม่ได้คนที่เก่งจริงๆมาเป็นครู

หลักสูตรการสอนในคณะศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์  เน้นเนื้อหาวิชาการถ่ายทอดความรู้  รวมทั้งวิชาเอก วิชาโท เช่น วิทยาศาสตร์  ภาษาไทย  และคณิตศาสตร์  เป็นต้น   ดังนั้นนิสิตนักศึกษาจึงต้องเรียนวิชาดังกล่าวผสมผสานกันไป  หากจะหวังความลีกซึ้งในวิชาเอกและวิชาโท คงหวังมากไม่ได้  เนื่องจากต้องใช้เวลาส่วนมากในวิชาการสอนทั้งหลาย   วันใดที่มาเป็นครูที่มิใช่ผู้ชอบศึกษาหรือค้นคว้าหาความรู้ด้วยแล้ว  ก็คงต้องสอนตามหลักสูตรกันไป  ประกอบกับการใช้วิชาเอกและวิชาโทที่เรียนมาเพียงบางส่วนสอนนักเรียน  ผลก็คือไม่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์หรือลงลึกในเนื้อหาหรือแก่นของวิชา เพื่อให้นักเรียนมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล  หรือมีความคิดสร้างสรรค์ได้

ดังนั้นผู้ที่สำเร็จวิชาชีพครูที่มาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ  ควรมีการบรรจุให้สอนเพียงชั้นประถมศึกษาเท่านั้น  เนื่องจากไม่ต้องใช้วิชาการที่ต้องลงลึกมาก  แต่ควรเน้นวิชาที่เป็นพื้นฐานที่จะเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษา ที่สำคัญจะต้องให้เวลากับกิจกรรมต่างๆให้มาก เช่น กิจกรรมลูกเสือ กิจกรรมกีฬา กิจกรรมการค้นคว้าหาความรู้  อนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  ความเข้าใจวัฒนธรรมประเพณีไทย  แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ  การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม  กิจกรรมทางศาสนา ความจงรักษ์ภักดีต่อสถาบันกษัตริย์  และกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์  ทั้งนี้เพื่อปลูกฝัง และเตรียมผู้ที่เป็นอนาคตของชาติ ที่เป็นที่หวังของพวกเราทุกคน

สำหรับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป  ควรมีการสอบคัดเลือกจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา  ในคณะที่จะนำไปประกอบวิชาชีพจริงๆ  เช่น วิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์  อักษรศาสตร์  ศิลปกรรมศาสตร์  โบราณคดี  และอื่นๆ   ซึ่งเราก็จะได้คนเก่งและผู้ที่ต้องการเป็นครูจริงๆ จากการสอบคัดเลือก  ที่สำคัญบุคคลเหล่านี้ ได้เรียนรู้วิชาชีพเฉพาะเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพมาแล้ว  จึงสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ และศาสตร์แห่งวิชานั้นๆให้กับศิษย์ได้ในเชิงลึกและชัดเจน และเมื่อคัดเลือกได้ครูที่มีวิชาชีพเฉพาะนี้แล้ว   ก็คงต้องให้ศึกษาในวิชาชีพครู  โดยเน้นวิชาว่าด้วยการถ่ายทอด การจัดทำสื่อการเรียนการสอน จิตวิทยาวัยรุ่น และการฝึกการสอน  โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี  และเมื่อใดที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพครู  ก็ยังสามารถนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาประกอบวิชาชีพได้อีก

ที่ผ่านมาประเทศเราไม่เคยกำหนดการก้าวเดินไปของอนาคตของชาติ   ต่างคนต่างทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง  หากเราไม่เริ่มเสียวันนี้ อนาคตของชาติจะเป็นเช่นไร  จะมีก็เพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่พอจะพึ่งพาได้  แต่ประชาชนคนส่วนใหญ่เล่าเราได้ให้ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อให้เขาสามารถยืนอย่างสง่างามร่วมกับเพื่อนๆในประชาคมอาเซียน หรือประชาคมโลกได้มากน้อยเพียงใด




วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

โรงเรียนพระราชทาน กำปงเฌอเตียลสายใยไทย-กัมพูชา

ไทยและกัมพูชา มีพื้นที่ของทั้งสองประเทศติดต่อกัน แต่ก็มีพื้นที่บางส่วนที่เคยเป็นของไทยแต่ต้องตกไปเป็นของกัมพูชา โดยนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส กอปรกับประวัติศาสตร์ได้บันทึกถึงความหมางใจกันระหว่างประเทศทั้งสอง ทำให้ประชากรของทั้ง 2 ประเทศ เมื่อได้เรียนรู้หรือรับรู้ประวัติศาสตร์ก็ย่อมมีความไม่พอใจ   ซึ่่งกันและกัน ทำให้มีการกระทบกระทั่งกันเสมอมา


อย่างไรก็ตาม ความบาดหมางแม้จะรุนแรงเพียงใด ก็มิอาจตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ได้  เสมือนมีสายใยเล็กๆยึดโยงเอาไว้ มิให้สายสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศนี้ขาดจากกัน สิ่งที่เป็นสายใยนี้ ก็คือพระเมตตาแห่ง "สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี" ที่ทรงพระราชทาน "วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" ให้กับประชาชนชาวกัมพูชา สืบเนื่องจากที่พระองค์ท่านเสด็จ  ณ  ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อทอดพระเนตรโบราณสถานหลายครั้ง ปรากฏว่ามีประชาชนชาวกัมพูชา จำนวนมากมายมารับเสด็จทุกครั้ง พระองค์ท่านจึงมีพระราชดำริที่จะพระราชทาน "ของขวัญอันยั่งยืน"  เพื่อตอบแทนการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยน้ำใจไมตรีให้กับประชาชนชาวกัมพูชา  นั่นก็คือการให้การศึกษา


"วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" จึงถือกำเนิดจากพระเมตตาของพระองค์ท่าน บนเนื้อที่ 45 ไร่ (ปัจจุบันขยายเป็น 117 ไร่)  ในอำเภอ "ปราสาทซ็อมโบร์" จังหวัด "กำปงธม" ซึ่งอยู่กลางใจประเทศ อยู่ใกล้กับโบราณสถาน "ไพรกุก" หรือ "ปราสาทซ็อมโบร์" ซึ่งมีการสร้างสมัย "พระเจ้าอิสานวรมัน" ในพุทธศตวรรษที่ 11  สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ค่อนข้างกันดาร กอปรกับเคยเป็นที่อยู่ของกองกำลัง "เขมรแดง" ในอดีต  โดยห่างจากจังหวัดกำปงธมประมาณ 35 กิโลเมตร ผู้ที่เคยมาเยือนมักกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นสถานศึกษาที่สวยที่สุดในกัมพูชา


การก่อสร้างสถานศึกษาแห่งนี้ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้าง ณ สถานที่ที่ใกล้กับโบราณสถานเพื่อให้เยาวชนรักและหวงแหนสิ่งที่มีอยู่ และจากการสำรวจพบว่าประชาชนชาวกัมพูชามีผู้ไม่รู้หนังสือจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่แห่งนี้เยาวชนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา เนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์   ทำให้สถานศึกษาแห่งนี้จึงเป็นเสมือนแสงสว่างแห่งความหวังของชีวิตใหม่


"วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" มีการจัดการศึกษา  สายสามัญในระดับมัธยมศึกษา  และสายอาชีพ   ในระดับปวช.  โดยสายสามัญจะรับนักเรียนตั้งแต่เกรด 7-12 (ม.1-ม.6) และสายอาชีพจะรับจากนักเรียนเกรด 9 (ม.3) เข้าเรียนต่ออีก 3 ปี ใน 4 วิชาชีพคือ  วิชาชีพช่างไฟฟ้า  วิชาชีพช่างอิเล็กทรอนิกส์  วิชาชีพกสิกรรม  และวิชาชีพปศุสัตว์  โดยในระยะแรกคณะครุศาสตร์จุฬารับผิดชอบสายสามัญ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษารับผิดชอบสายอาชีพ โดยความควบคุมของกรมราชองครักษ์


สิ่งสำคัญยิ่งนอกจากอาคารและการจัดหาอุปกรณ์/สื่อการเรียนการสอนนั้นก็คือ การพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด  ที่จะทำให้การจัดการศึกษามีคุณภาพ  โดยได้มีการวางแผนพัฒนาบุคลากรทั้งระยะสั้นและระยะยาว  ซึ่งในระยะสั้นนั้นได้นำครูวิชาชีพไปฝึกทักษะวิชาชีพเป็นระยะๆ ระยะเวลาละประมาณ 1 เดือน ณ วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ สำหรับการพัฒนาบุคลากรในระยะยาวนั้น ครูจะได้รับทุนพระราชทานให้ศึกษาต่อในระดับป.ตรี และ ป.โท ส่วนนักเรียนสายสามัญจะได้รับทุนพระราชทานเข้าศึกษาในระดับ ป.ตรี  ส่วนนักเรียนในสายอาชีพจะได้รับทุนพระราชทานในระดับ ปวส. ตามสาขาวิชาชีพที่สำเร็จ ซึ่งทุนในระดับป.ตรี และป.โททั้งครูและนักเรียนจะเข้าศึกษาในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐในประเทศไทย แต่สำหรับสายอาชีพจะเข้าศึกษาในสถานศึกษาด้านอาชีวศึกษาของจังหวัดศรีสะเกษ


การคัดเลือกผู้ที่จะได้รับทุนพระราชทาน โดยผู้ประสงค์จะเข้ารับทุนจะต้องสามารถเขียน อ่าน และสื่อสารภาษาไทยได้ดี  ทำให้ปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับทุนพระราชทานทั้งสายสามัญและสายวิชาชีพสำเร็จการศึกษามาเป็นจำนวนมาก และสามารถเขียน อ่าน สื่อสารภาษาไทยได้ทุกคน ซึ่งปัจจุบันเขาเหล่านั้นได้มาบรรจุเป็นครู และมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีพ แก่รุ่นน้องรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้มีชีวิตที่ก้าวหน้าหลุดพ้นจากความยากจน สรรสร้างความเจริญให้กับแผ่นดินเกิด


ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาจาก "วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล" เป็นจำนวนมาก เขาเหล่านั้นต่างก็แยกย้ายไปช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว ด้วยผลจากความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ ความขยัน ตั้งใจ และความต้องการที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้หน่วยงานหรือสถานประกอบการที่รับผลผลิตจากสถานศึกษาแห่งนี้ ต่างให้การยอมรับในคุณภาพ


ความยึดมั่นในจารีต และความมีวินัย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะเพิ่มคุณค่าของความเป็นคน  ซึ่งจะพบเห็นได้จากสถานศึกษาแห่งนี้  เช่นการลงจูงจักรยานเมื่อเข้าเขตโรงเรียน โดยไม่ต้องมีครูยืนดูอยู่หน้าประตู  หรือการเรียนในห้องเรียนขณะที่ครูกำลังสอน นักเรียนทุกคนจะนิ่งเงียบและตั้งอกตั้งใจฟังคำสอนของครูตลอดชั่วโมงการเรียน   นอกจากนั้นการรับหรือส่งสิ่งของใดๆให้กับทุกคน  นักเรียนจะส่งสิ่งของด้วย 2 มือเสมอ  พบผู้ใหญ่จะไหว้ทักทาย  และกรณีที่มีนักเรียนหญิงและนักเรียนชายคุยกัน เมื่อเห็นว่ามีผู้ใหญ่ผ่านมาพบเห็น  ทั้งคู่จะเดินแยกจากกันทันที


หากไม่มี "โรงเรียนพระราชทานกำปงเฌอเตียล" ณ วันนี้ สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอาจขาดลง และเยาวชนจำนวนมากก็คงไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา คงมีแต่ความสิ้นหวัง มีแต่ความลำบาก ยากจน    พระเมตตาแห่ง     "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี"    แผ่ไปทั่วมิได้เฉพาะพสกนิกรชาวไทยเท่านั้น  แต่พระเมตตานี้จะแผ่ไปถึงมวลมนุษยชาติ โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ดั่งที่ทรงรับสั่งไว้ว่า "ความต้องการของข้าพเจ้าคือต้องการมีส่วนร่วมในการให้การศึกษาเยาวชนกัมพูชา ซึ่งเป็นเยาวชนที่มีศักยภาพเป็นอย่างดี และถ้าได้ศึกษาเล่าเรียนและฝึกอบรมที่ดีแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคมกัมพูชา และสังคมโลกสืบไป"



วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

Boss มากมาย Leader น้อยนิด

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ย่อมต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  เพื่อพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือกัน และเพื่อให้กลุ่มมีพัฒนาการที่ดี  จึงต้องมีผู้ชี้นำกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นหัวหน้าเผ่าในการปกครองแบบโบราณ    และรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่จนเป็นประเทศ ที่มีกษัตริย์หรือจักรพรรดิหรือชื่ออื่นๆเป็นผู้ปกครองประเทศ  ซึ่งสิ่งสำคัญในการปกครองก็คือการให้ผู้อยู่ใต้ปกครองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพียบพร้อมด้วยปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค


ปัจจุบันมีหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน มากมาย  ที่มีแต่ "Boss" หรือหัวหน้า หรือผู้ที่เป็น "ผู้สั่ง"ที่มิได้นำคุณธรรมมาใช้ในการปกครอง  ก่อให้เกิดปัญหามากมาย ทำให้ไม่สามารถนำพาองค์กรให้มีความเจริญก้าวหน้าได้   แต่สำหรับผู้ใช้ที่คุณธรรมในการปกครองเราเรียกว่า "Leader" หรือ "ผู้นำ"  


ผู้ที่มีคุณสมบัติการเป็น "ผู้นำ" เราจะเห็นได้จากการที่เขามักแสดงพฤติกรรมในเชิงบวก เช่น

  • ฝึกให้คนทำงานแทนการบังคับให้ทำงาน   
  • ใช้ไมตรีแทนการใช้อำนาจ
  • สร้างความศรัทราแทนการสร้างความกลัว
  • ช่วยแก้ปัญหาแทนการตำหนิ


การที่จะให้ผู้อยู่ใต้ปกครองอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข   และร่วมกันพัฒนาองค์กรให้เจริญรุ่งเรืองได้นั้น   ผู้ปกครองที่ดี หรือผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรม  ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงมอบหลัก "ทศพิธราชธรรม" ให้ "กษัตริย์"ผู้ปกครองประเทศในสมัยพุทธกาลให้ใช้เป็นคุณธรรมประจำตน



หลักแห่ง "ทศพิธราชธรรม" นี้ ไม่ได้ใช้เฉพาะกับ "กษัตริย์" เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ได้กับผู้ที่อยู่ในสถานะที่ต้องปกครองผู้คนไม่ว่าในระดับใด ซึ่งหลัก "ทศพิธราชธรรม"  ประกอบด้วยหลักการปฏิบัติตน 10 ประการ ดังนี้

ประการที่ 1  คือ "ทาน" หมายถึง "การให้" ที่ไม่เลือกกลุ่มเลือกคน ทั้งนี้เพื่อก่อให้ความสงบสุข
             
ประการที่ 2  คือ "ศีล"  หมายถึง "ความประพฤติสิ่งที่ดีงาม" ซึ่งก็คือการรักษาศีล ละเว้นในสิ่งที่ ไม่เหมาะไม่ควร                             

ประการที่ 3  คือ "ปริจจาคะ" หมายถึง "การเสียสละ" เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม

ประการที่ 4  คือ "อาชชวะ"  หมายถึง "ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจ" ไม่ทุจริตและดูแลไม่ให้เกิดการทุจริตได้
                                 
ประการที่ 5  คือ "มัททวะ" หมายถึง "ความสุภาพอ่อนโยน" น้อมน้อมกับผู้ใหญ่  ถ่อมตนกับผู้น้อย ไม่เลือกคนไม่เลือกกลุ่ม
                                 
ประการที่ 6  คือ "ตะปะ" หมายถึง "ความเพียร" ขยันตั้งใจปฏิบัติงานอย่างไม่เบื่อหน่าย              

ประการที่ 7  คือ "อักโกธะ" หมายถึง "ความไม่โกรธ" มีอารมณ์สุขุมเยือกเย็น มีเมตตา

ประการที่ 8  คือ "อวิหิงสา" หมายถึง "การไม่เบียดเบียน" ไม่รบกวนจนผู้น้อยต้องเดือดร้อน

ประการที่ 9  คือ "ขันติ" หมายถึง "ความอดทน" ไม่หมดกำลังใจและไม่ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่

ประการที่10 คือ "อวิโรธนะ" หมายถึง "ความยุติธรรม" กับคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน

หลัก "ทศพิธราชธรรม" ทั้ง 10 ประการนี้  เป็นหลักการปกครองที่ดีเลิศ แต่นับวันเราจะหาผู้ที่ใช้คุณธรรมในการปกครองยากขึ้นทุกที   ทำให้สมาชิกในองค์กร ไม่มีความรักในองค์กร  ไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ อยู่แบบตัวใครตัวมัน  มีความเห็นแก่ตัวสูง ในที่สุดองค์กรนั้นก็คงต้องล่มสลาย นี่ก็เป็นเหตุแห่งการที่ผู้ปกครองในองค์กร หรือหน่วยงานทุกระดับส่วนใหญ่ไม่มีคุณธรรม  ไม่ยึดหลักแห่ง "ทศพิธราชธรรม"  เพราะสังคมปัจจุบันมีแต่ "Boss" แต่ขาด "Leader"






วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

BLOCK RELEASE หนทางของอาชีวศึกษาสู่การแข่งขันในกลุ่มอาเซียน

แต่เดิมอาชีวศึกษาเป็นการจัดการศึกษา เพียงเพื่อสร้างคนให้มีอาชีพเพื่อเป็นกำลังคนที่จะพัฒนาภายในประเทศเท่านั้น แต่ปัจจุบันอาชีวศึกษาต้องผลิตกำลังคน เพื่อตอบสนองต้องการแรงงานทั้งในประทศและประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่คงจะต้องมีการแข่งขันกันในระดับสูงอย่างแน่นอนซึ่งเป็นผลจากข้อตกลง ของประเทศในกลุ่มอาเซียน จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย,พม่า,ลาว,กัมพูชา,มาเลเซียเวียตนาม,ฟิลิปปินส์,สิงคโปร์,บรูไน และอินโดนีเซีย พร้อมใจเพื่อจะเปิดเสรีทางการค้าและแรงงาน "FTA" ซึ่งจะเริ่มในปี พ.ศ. 2558 นี้

ซึ่งหัวใจสำคัญของการแข่งขันในประชาคมโลกนั้น ก็คือการผลิตกำลังคนให้มีทักษะและมาตราฐานเพียงพอที่จะอยู่ในระดับที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศที่อยู่ในประชาคมเดียวกันได้ หากเราไม่สามารถผลิตกำลังคนให้มีทักษะได้มาตรฐาน หรือไม่มีคุณภาพ โอกาสที่กำลังคนของเราก็จะไม่เป็นที่ต้องการของสมาชิกในประชาคม และในทางกลับกัน ผู้ประกอบการในประเทศของเราอาจจะเลือกจ้างกำลังคนในกลุ่มอาเซียนแทนการจ้างานคนไทยด้วยกัน ทำให้เราเสียโอกาสในการที่จะทำงานทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อการลดลงของรายได้ประชาชาติ และสภาวะการว่างงาน

ซึ่่งหน่วยงานที่ผลิตกำลังคนด้านวิชาชีพ ในปริมาณที่สูงกว่าทุกหน่วยงานก็คือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยมีการผลิตกำลังคนทั้งใน "ระดับกึ่งฝีมือ" (ระยะสั้น) , "ระดับฝีมือ" (ปวช.) และ "ระดับเทคนิค" (ปวส.) และในอนาคตก็จะมีการผลิตกำลังคนในระดับ "ป. ตรี" (ภาคปฎิบัติ)

แต่น่าเสียดายที่ระบบการจัดการเรียนการสอน ของสอศ. มิได้ตอบสนองรูปแบบ และระบบการผลิตกำลังคนที่ถูกต้อง และเน้นทักษะฝีมือเท่าที่ควร ซึงจะเห็นได้จากการสถานประกอบการจะต้องมีการพัฒนาทักษะผู้สำเร็จการศึกษาก่อนทุกครั้ง โดยไม่สามารถให้ผู้สำเร็จการศึกษาลงมือปฏิบัติงานได้ทันที และจากการทดสอบมาตรฐานฝีมือผู้สำเร็จการศึกษา มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ถือว่าได้ระดับมาตรฐาน

สาเหตุที่สำคัญที่มีผลต่อความด้อยคุณภาพของอาชีวศึกษา ก็คิอการจัดการศึกษาที่เน้นภาคทฤษฏี โดยเฉพาะการจัดตารางเรียนเป็นแบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวคือตารางเรียนด้านวิชาชีพ มีการจัดวางรายวิชาต่างๆ แยกเป็นส่วนๆ เช่นรายวิชาเครื่องกลไฟฟ้า จะต้องมีการปฎิบัติการพันมอเตอร์ ก็มีการจัดตารางเรียนวิชานี้เป็นสัปดาห์ละ 3 คาบ บ้าง 4 คาบบ้าง ถ้าจะเรียนวิชานี้อีกตรี้งก็ต้องรอเรียนในสัปดาห์หน้า และสัปดาห์ถัดๆไปจนจบหลักสูตร ทำให้การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของผู้เรียนไม่ต่อเนื่อง

ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ของผู้เรียนรวดเร็ว และต่อเนื่อง เฉพาะรายวิชาชีพจะต้องจัดตารางเรียนแบบ "ฺBLOCK RELEASE" ซึ่งก็คือการจัดตารางเรียนโดยมีการเรียนการสอนที่จบเป็นวิชาๆไป เมื่อเรียนวิชาที่ 1 จบ ก็สามารถวัดผลได้เลย จากนั้นก็ขึ้นวิชาที่ 2 และเรียนวิชาอื่นจนครบหลักสูตร ซึ่งก็คือการเรียนทีละวิชานั่นเอง สำหรับวิชาสามัญควรจัดให้เป็นตารางเรียนแบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะไม่สามารถเรียนแบบ "ฺBLOCK RELEASE" ได้ โดยควรจัดการเรียนการสอนเริ่มในสัปดาห์ต้นๆของภาคเรียน เมื่อเรียนวิชาสามัญจบทุกวิชาแล้ว จึงจัดสอนรายวิชาชีพ แบบ "ฺBLOCK RELEASE" ซึ่งในระดับ "ปวช" วิชาสามัญควรเป็นวิชาสัมพันธ์วิชาชีพ เช่น การเรียนสาขาไฟฟ้า ก็จะต้องเป็น " วิทยาศาสตร์ช่างไฟฟ้า" , "คณิตศาสตร์ช่างไฟฟ้า", "อังกฤษเทคนิคช่างไฟฟ้า" เป็นต้น แต่ที่จะขาดไม่ได้ก็คือ "ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร" เพราะเราจะต้องผลิตกำลังคนเข้าแข่งขันกับเพือสมาชิกในกลุ่มอาเซียน เพราะการสื่อสารภาษาอังกฤษถือว่าเป็นจุดอ่อนของคนไทย ซึ่งมีผลต่อการขาดโอกาสในการทำงาน หากทักษะเยี่ยม แต่สื่อสารภาษาโลกไม่ได้ ก็อาจจะไม่สามารถเป็นแรงงานในระดับหัวหน้าได้

ดังนั้น "อาชีวศึกษา" จะต้องเร่งปรับระบบการเรียนการสอนวิชาชีพ เร่งปรัปรุงหลักสูตรให้ได้มาตรฐาน และทันสมัย เร่งพัฒนาบุคลากรประเภทผู้สอน อย่างเร่งด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป




วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อนุรักษ์พลังงานด้วยโลว์เทคโนโลยี

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ความพยายามของมนุษย์เพื่อเอาชนะธรรมชาติ และสร้างความสะดวกสบาย อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนมนุษย์กลายเป็นผู้วิเศษไปแล้วในสายตาของคนโบราณ เพราะมนุษย์สามารถควบคุมสภาพอากาศให้มีอุณหภูมิได้ตามต้องการ (เครื่องปรับอากาศ) สามารถควบคุมแสงสว่างได้ (หลอดไฟ) สามารถเดินทางได้ด้วยความรวดเร็ว (รถยนต์/รถไฟ) สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ (เครื่องบิน/จรวด) มีหูทิพย์ (วิทยุ/โทรศัพท์) มีตาทิพย์ (โทรทัศน์) มีความจดจำเป็นเลิศ (อุปกรณ์บันทึกข้อมูล) สามารถคำนวน/ประมวลผลที่รวดเร็วไม่ผิดพลาด (คอมพิวเตอร์) และยังมีสิ่งวิเศษอีกมากมายที่มนุษย์พยายามประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตามสิ่งที่มนุษย์จะต้องสูญเสียและต้องแลกเปลี่ยน ให้ได้มาซึ่งความสะดวกสบายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ก็คือพลังงาน ดังนั้นมนุษย์จึงต้องหาแหล่งพลังงานเพื่อให้ทันกับความต้องการ ของการสนองตอบต่อความสุขความสบายของมนุษย์ ยิ่งมนุษย์ต้องการอุปกรณ์ที่สร้างความสะดวกสบายมากขึ้นเท่าไร พลังงานของโลกก็จะถูกเผาผลาญ และเสียสมดุล ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม และมนุษย์ก็คงต้องถูกเอาคืนจากธรรมชาติ จนไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองได้

จากอดีตจนปัจจุบันอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆบริษัทผู้ผลิตได้แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในอุปกรณ์ต่างๆในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเหตุผลเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน แต่ผู้ผลิตเหล่านี้กลับได้รับผลทางด้านธุรกิจมากมาย ในลักษณะครบวงจร กล่าวคือ บริษัทจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น สามารถจำหน่ายอะไหล่ได้ และสามารถบริการซ่อม และบำรุงรักษาหลังการขายได้ เพราะยิ่งใช้เทคโนโลยีสูงเท่าไร โอกาสที่ผู้ใช้จะให้ร้านซ่อมทั่วไป หรือช่างจากบริษัทอื่นซ่อม ก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเฉพาะบริษัทนี้เท่านั้น เช่น ธุรกิจรถยนต์รุ่นใหม่ ก็จะต้องเข้าศูนย์ฯของบริษัทเมื่อเกิดอาการเสีย โดยที่อู่ซ่อมรถทั่วไป ไม่สามารถตรวจสอบและซ่อมอาการเสียและหาสาเหตุได้ หากเขาตรวจสอบว่าอะไหล่ตัวใดหมดอายุ ก็ต้องเปลี่ยนตามที่เขาเสนอมา โดยที่เราไม่มีสิทธิ์ไปยืนดูการซ่อมว่าเขาทำอะไรกับรถเราบ้าง เรามีหน้าที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว

หากจะพิจารณาแล้วจะเห็นว่าอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยียิ่งสูงเท่าไร ถึงแม้มนุษย์จะมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่การสิ้นเปลืองพลังงานก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน เช่น การปิดโทรทัศน์โดยใช้รีโมทก็สิ้นเปลืองกระแสไฟมากกว่าการปิดสวิตช์ที่เครื่อง หรือการใช้รถยนต์เกียร์ธรรมดา ก็ประหยัดน้ำมันกว่าการใช้เกียร์ออโต้ (เรื่องนี้ถามคนขับแทกซี่ได้) นอกจากนั้นการใช้เครื่องซักผ้าแบบกึ่งอัตโนมัติ (แบบ 2 ถัง) ก็จะประหยัดพลังงานกว่าเครื่องซักผ้าแบบอัตโนมัติ (แบบถังเดียว) เพราะสามารถประหยัดได้ทั้งน้ำและไฟฟ้า ที่สำคัญมีความทนทานกว่าเนื่องจากใช้มอเตอร์ 2 ตัว แยกกันซัก และสะบัดผ้า นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย ที่ต้องสูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้นจากการใช้ ไฮ-เทคโนโลยี

ในสภาวะปัจจุบันปรากฏการณ์จากภัยธรรมชาติ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ คงถึงเวลาที่ธรรมชาติจะเอาคืน ในสิ่งที่มนุษย์ได้ช่วยกันผลาญทำลายทรัพยากรของธรรมชาติตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เราคงจะทำได้เพียงให้ธรรมชาติได้เห็นใจเพื่อยืดเวลาการเอาคืน ด้วยการช่วยกันอนุรักษ์การใช้พลังงาน ด้วยการใช้อย่างประหยัด ใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น ใช้อย่างระมัดระวัง เพราะทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่สมบัติของเราแต่เป็นสมบัติของมวลมนุษย์ชาติในอนาคต ซึ่งขณะนี้เราได้แอบใช้ทรัพยากรของเขาทั้งหลาย โดยเขาเหล่านั้นยังไม่อนุญาต

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

“เมรุปูนวัดสระเกศ” เมรุเกียรติยศที่เหลือแต่ชื่อ

หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า แยกเมรุปูนซึ่งแยกนี้เป็นแยกที่ตัดกับถนนบำรุงเมืองที่มาจากเสาชิงช้า ผ่านแยกสำราญราษฎร์ หรือที่เรียกกันว่า ประตูผีแล้วจึงผ่านแยก เมรุปูนทอดยาวสู่แยกแม้นศรี แต่เดิมนั้นยังไม่มีถนนบำรุงเมือง ดังนั้นถนนบำรุงเมืองและบริเวณพื้นที่ทั้ง 2 ฟากฝั่งนี้ จึงเป็นพื้นที่ผืนเดียวกันกับวัดสระเกศฯ สำหรับจุดที่เป็นที่ตั้งของ เมรุปูนวัดสระเกศ ก็อยู่ภายในบริเวณวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครในปัจจุบันนั่นเอง

ป้ายอธิบายความเป็นมา ณ แยกเมรุปูน

เมรุปูนวัดสระเกศ เป็นเมรุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) แต่ครั้งยังเป็นพระยาพิพัฒน์รัตนราชโกษา เป็นนายช่างสร้างเมรุด้วยการก่ออิฐถือปูน  ซึ่ง เมรุปูนวัดสระเกศ นี้ ถือได้ว่าเป็นเมรุเกียรติยศที่พระเจ้าแผ่นดินทรงเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพตั้งแต่รัชกาลที่ ๓   เช่นเดียวกับเมรุราชอิศริยาภรณ์ ที่ตั้งอยู่ในวัดเทพศิรินทราวาสปัจจุบัน

สมเด็จพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค)
เมรุปูนวัดสระเกศ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นนี้ เพื่อใช้สำหรับพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านาย และศพข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่มีการก่อสร้างอย่างปราณีตสมบูรณ์ยิ่งกว่าเมรุปูนของวัดอรุณราชวราราม และวัดสุวรรณาราม ที่ได้สร้างมาก่อนหน้านี้แล้ว เมรุปูนวัดสระเกศ มีสิ่งก่อสร้างบริเวณรอบเมรุ เช่น พลับพลา โรงธรรม โรงครัว โรงมหรสพ ตลอดจนพุ่มกัลปพฤกษ์ และระทา (หอสี่เหลี่ยมทรงยอดเกี้ยว ใช้สำหรับจุดดอกไม้ไฟ พลุ ตะไล ในพิธี) ซึ่งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ล้วนทำด้วยการก่ออิฐถือปูนทั้งสิ้น

ลักษณะของระทาดอกไม้

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตัดถนนบำรุงเมือง โดยการตัดผ่านของถนนเส้นนี้ ทำให้กุฎีวัดสระเกศกับบริเวณ เมรุปูน แยกออกจากกันคนละฝั่งถนน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการแก้ไขบริเวณเมรุปูนนี้ให้เหมาะสมกับถนนที่ตัดขึ้นใหม่


ถนนบำรุงเมืองในอดีตบนถนนมีทางรถราง
และจะมองเห็นเสาชิงช้าอยู่สุดถนน
ต่อมาเมื่อ สภาพของ เมรุปูน มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากอยู่ติดกับถนน และมีอาคารบ้านเรือน อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมากขึ้น จึงไม่เหมาะที่จะทำการฌาปนกิจศพ จึงได้ยุบเลิก เมรุปูน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และทางวัดสระเกศก็ได้มอบสถานที่นั้นให้เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนช่างไม้วัดสระเกศ และต่อมาในปี พ.ศ. 2504 จึงมอบพิ้นที่นี้ต่อให้กับกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งขึ้นเป็น โรงเรียนสารพัดช่างพระนคร และยกวิทยฐานะเป็น วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร จนปัจจุบัน

ด้านหน้าวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร

หากท่านได้มีโอกาสเข้าไปในวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร ท่านจะเห็นองค์พระวิษณุกรรมเทพแห่งการช่างพระวรกายสีทองยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างหน้า จุดนี้คือจุดที่ตั้งของ เมรุปูน ในสมัยนั้น และหลักฐานชิ้นสุดท้ายของ เมรุปูน ที่คนรุ่นเราได้พบเห็นก็เพียงชิ้นส่วนที่เป็นเพียงบันไดของเมรุ ขณะที่มีการซ่อมพื้นแผนกวิชาช่างยนต์ ทำให้ได้ขุดพบบันไดเมรุที่ทำด้วยปูนอยู่ลึกลงไปใต้ดิน โดยเชิงบันไดทอดยาวไปทางด้านทิศตะวันออก เหตุนี้เององค์พระวิษณุกรรมที่สถิตอยู่ ณ จุดที่เคยเป็นที่ตั้งของ เมรุปูน จึงบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก หลายคนได้พบได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมากมาย ชุมชนและชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง ตลอดจนครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา ให้ความเคารพเป็นอย่างยิ่ง

องค์พระวิษณุกรรมตรงจุดที่ตั้งเมรุปูน

เมรุปูนวัดสระเกศ ในอดีต ก็เคยใช้เป็นแหล่งพักผ่อน ของคนไทยในสมัยนั้น เพื่อชมมหรสพ จึงมีการเรียกสถานที่แห่งนี้อีกชื่อหนึ่งว่า วิกเมรุปูนนอกจากนั้นยังมีการนำของกินของใช้มาจำหน่ายให้กับผู้คนที่เข้ามาดู โขน ลิเก ละคร หุ่นกระบอก

การแสดงลิเก

ผู้คนชั้นสูงมากมายได้ใช้สถานที่แห่งนี้ ประกอบพิธีกรรมครั้งสุดท้ายในชีวิตมาอย่างยาวนาน และถึงแม้ เมรุปูนวัดสระเกศ จะเคยเป็นเมรุเกียรติยศ จะเหลือแต่เพียงชื่อ และความทรงจำครั้งอดีต แต่ก็ยังดีที่ยังสามารถถ่ายทอดร่องรอยที่เป็นชื่อให้ชนรุ่นหลังได้จดจำ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

การใช้เครื่องปรับอากาศอย่างประหยัดและคุ้มค่า

สมัยก่อนตอนผมยังเด็ก บ้านใครมีตู้เย็นถือว่ามีฐานะ และมักจะตั้งตู้เย็นให้ผู้คนภายนอกบ้านได้เห็น แต่ในปัจจุบันสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ กลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดไม่ได้ ในการดำรงชีวิต บ้านใดไม่มีตู้เย็น ไม่มีเครื่องซักผ้า หรือไม่มีโทรทัศน์ จะเป็นเรื่องแปลก โดยเฉพาะในสังคมเมือง

จากการทำลายล้างธรรมชาติของมนุนย์ ทำให้อากาศมีสภาพที่ร้อนอบอ้าว แปรปรวน เนื่องจากเกิดสภาวะโลกร้อน ในขณะที่เครื่องปรับอากาศจากสิ่งที่ฟุ่มเฟือย กลับกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นต้องมีต้องใช้กันแทบทุกบ้าน ทุกอาคาร และจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคงจะหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปรับอากาศยากเสียแล้ว ทางที่ดีเรามาช่วยกันหาทางใช้ บำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ให้มีการใช้งานอย่างคุ้มค่า และประหยัดกันดีกว่า

เครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถือได้ว่าสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าในการทำงานค่อนข้างสูง แต่ความไม่เข้าใจ ตลอดจนการใช้ที่ไม่ถูกวิธีก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นอีกมากโดยไม่จำเป็น ซึ่งวิธีการต่อไปนี้เป็นหนทางที่จะช่วยให้การใช้เครื่องปรับอากาศ มีการใช้กระแสไฟฟ้าที่ลดลง ขณะที่อายุการใช้งานนานขึ้น ดังนี้

ขั้นแรกต้องเลือกเครื่องปรับอากาศไห้มีขนาดการทำความเย็น พอเหมาะพอดีกับขนาดห้อง ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป เพราะเครื่องขนาดใหญ่จะสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าสูง และจะมีการตัดต่อบ่อยทำให้อายุการใช้งานสั้น และหากเลือกเครื่องที่มีขนาดเล็กจนเกินไป เครื่องจะทำงานตลอดเวลา และไม่มีการตัดการทำงาน เป็นการสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้า และอายุการใช้งานของเครื่องก็จะสั้นลงเช่นกัน หลักง่ายๆในการคำนวนหาขนาดเครื่องปรับอากาศ ก็ให้ใช้ ตัวคูณสำเร็จคูณเข้ากับพื้นที่ของห้องปรับอากาศ โดยมีเงื่อนไขว่าห้องปรับอากาศนั้นจะต้องมีความสูงไม่เิกิน 3.5 เมตร หากเป็นบ้านพักอาศัย ก็คูณด้วย 600-700 หากเป็นสำนักงานก็คูณด้วย 800-900 ยกตัวอย่างเช่น ห้องปรับอากาศขนาด 4 เ้มตรคูณ4 เมตร ก็จะคำนวนเป็นพื้นที่ได้ 16 ตารางเมตร และให้นำพื้นที่ที่คำนวนได้คูณเข้ากับตัวคูณ หากเป็นบ้านพักอาศัยก็คูณด้วย600 - 700 ก็จะได้ 9,600 - 11,200 บีทียู/ชม. (12,000บีทียู/ชม = 1 ตัน) เราจะก็สามารถเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ได้ใกล้เคียงหรือตรงกับการปรับอากาศในห้องนั้นๆ การใช้ตัวคูณสำเร็จนี้ จะใช้กับเครื่องปรับอากาศได้ไม่เกิน 3 ตัน

ขั้นที่ 2 เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขั้นตอนการเลือกเครื่อง เพราะขั้นตอนนี้จะมีผลต่อการประหยัดพลังงานอย่างมาก แต่ในบ้านเรามักจะถูกละเลยและไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ซึ่งขั้นตอนนี้ ก็คือขั้นของการเตรียมห้องปรับอากาศ หากสามารถเตรียมห้องและบุฉนวนให้ได้เหมือนตู้เย็น ห้องปรับอากาศห้องนี้ก็จะประหยัดพลังงานได้อย่างมากมาย เพราะความร้อนจะเล็ดลอดเข้ามาภายในห้องได้ยาก เครื่องปรับอากาศเมือทำความเย็นได้ระดับ เครื่องก็จะตัดการทำงาน พร้อมกับการพักเครื่องเป็นระยะเวลายาวนานกว่าปกติ กระแสไฟฟ้ามีความสิ้นเปลืองน้อย เครื่องมีโอกาสพักการทำงานนานขึ้น อายุการใช้งานก็จะยืนยาว สำหรับการบุฉนวนห้องนั้น หากเป็นผนัง 2 ชั้น ก็ให้ติดตั้งฉนวนให้แทรกอยู่ระหว่างผนัง แต่วิธีการป้องกันความร้อนดีที่สุดก็คือการติดตั้งฉนวนนอกผนังอาคาร แต่หลังคาหรือฝ้าเพดานถือได้ว่าความร้อนสามารถเข้ามาภายในห้องปรับอากาศได้มากที่สุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวัสดุฉนวนที่มีให้เลือกหลากหลาย เพื่อกั้นความร้อนที่จะลงมาจากหลังคา ทางที่ดีที่สุดคือวางฉนวนบนโครงหลังคา และปูหลังคาทับ หรืออาจจะติดตั้งฝ้าเพดานที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนความร้อน หรือใช้เทคโนโลยีของสีทาหลังคารุ่นใหม่ ที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนและสะท้อนความร้อนได้

ขั้นตอนที่ 3 เป็นขั้นของการใช้งาน ต้องไม่ปิดเปิดห้องบ่อย ต้องไม่นำของร้อนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนไปไว้ในห้อง ต้องไม่เปิดพัดลมดูดอากาศขณะใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ควรเปิดขณะไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ หากเป็นห้องนอนควรตั้งเวลาให้เครื่องตัดการทำงานก่อนเวลาตื่นนอนสัก 15 - 30 นาที นอกจากนั้นควรทำความสะอาดห้องอยูู่เป็นประจำเพื่อลดภาระในการกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศ และอย่าพยามทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจายภายในห้อง เช่นการปัดที่นอน การสบัดผ้าห่มเป็นต้น นอกจากนั้นการมีเฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้าในห้องมากมายก็เป็นภาระต่อเครื่องปรับอากาศเช่นกัน

ขั้นตอนที่ 4 เป็นขั้นตอนของการดูแลและบำรุงรักษา ซึ่งเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมีการดูแลและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ หากขาดการดูแล เครื่องก็จะสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้า และมีอายุการใช้งานสั้นลง การดูแลและบำรุงรักษาสามารถกระทำได้ง่ายๆ ก็คือการถอดฟิลเตอร์หรือแผงกรองฝุ่นออกมาล้าง หากเป็นฟิลเตอร์สารสังเคราะห์ประเภทพลาสติก เมื่อถอดออกมาจากเครื่องก็ให้ใช้น้ำแรงๆ โดยให้ฉีดด้านตรงข้่ามกับด้านที่รับฝุ่น อย่าใช้แปรงใดๆขัด หรือนำไปตากแดด เพราะอาจฉีดขาดและบิดเสียรูปได้ จากนั้น ให้สลัดน้ำออกและใช้ลมเป่าให้แห้ง ส่วนคอยล์ร้อนเราไม่สามารถถอดออกมาล้างเหมือนกับช่างได้ แต่ให้ใช้วิธีล้างแห้งแทน โดยการใช้แปรงทางมะพร้าว หรือแปรงพลาสติกที่มีด้ามจับ เปิดเครื่องปรับอากาศให้ทำงาน จะสังเกตุเห็นว่าจะมีลมดูดเข้าเครื่องด้านที่เป็นครีบของคอยล์ร้อน ตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่มีฝุ่นจับมาก และจะเป็นอุปสรรค์สำคัญในการระบายความร้อนของเครื่อง ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่เย็น และสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้า ดังนั้นให้เราใช้แปรงนี้ปัดขึ้นลงตามร่องครีบของคอยล์ร้อน จะสังเกตุเห็นฝุ่นฟุ้งกระจายออกด้านหน้าเครื่องของคอยล์ร้อนจำนวนมาก เพียงแค่นี้เครื่องปรับอากาศของเราก็สะอาดได้ อย่างง่ายๆ

หากสามารถปฏิบัติได้เพียงสิ่งที่ได้กล่าวมาเพียงเท่านี้ ก็จะเป็นการลดการสิ้นเปลืองพลังของชาติลงได้มากมายมหาศาล และจะมีผลดีต่อผู้ใช้ตลอดจนเครื่องปรับอากาศเอง สิ่งที่บ้านเรามักมองข้ามไปก็คือการเตรียมห้องปรับอากาศ โดยมักจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศเผื่อขนาดให้ใหญไว้ก่อน หากห้องไม่เย็นก็เพิ่มเครื่องปรับอากาศเข้าไปอีก ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุของความร้อนที่เข้ามาภายในห้อง จึงจะเป็นการแก้ปัญหาตามหลักพุทธ